เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs)

https://www.youtube.com/watch?v=qbdJIheGgXU

เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) นั้นมีทั้งหมด 17 เป้าหมาย

ซึ่งสามารถจำแนกออกได้เป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย:

  • กลุ่ม People ที่ว่าด้วยเรื่องคุณภาพชีวิตของผู้คน (เป้าหมายที่ 1, 2, 3, 4, 5)
  • กลุ่ม Prosperity ที่ว่าด้วยเรื่องความเจริญทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนและครอบคลุม (เป้าหมายที่ 7, 8, 9, 10, 11)
  • กลุ่ม Planet ที่ว่าด้วยเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (เป้าหมาย 6, 12, 13, 14, 15)
  • กลุ่ม Peace ที่ว่าด้วยเรื่อง สันติภาพ สถาบันที่เข้มแข็ง และความยุติธรรม (เป้าหมาย 16)
  • กลุ่ม Partnership ที่ว่าด้วยเรื่องการเป็นหุ้นส่วนเพื่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (เป้าหมาย 17)
https://www.youtube.com/watch?v=UOIaVAf9X78
https://www.youtube.com/watch?v=NLGKlrIwzWQ
https://www.youtube.com/watch?v=6O8j7t6JUI8
https://www.youtube.com/watch?v=YIjxrPXi59I
https://www.youtube.com/watch?v=nxAxivJjzXc
https://www.youtube.com/watch?v=hWebNR0_oKQ
https://www.youtube.com/watch?v=hWebNR0_oKQ

“ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมปรับเปลี่ยน สู่ความยั่งยืนของไทยและโลกเรา”

https://www.youtube.com/channel/UCjMyIXHto5XgR2cSvX4I2xA/videos

ข้อมูล :

SDG MOVE, https://www.sdgmove.com/background-and-mission/

หนังสือราชการ ที่ ตง 0017.2/ว 2007 สำนักงานจังหวัดตรัง กลุ่มงานยุทธศาสตร์และข้อมูลเพื่อการพัฒนาจังหวัด

 867 ผู้เข้าชมทั้งหมด,  15 ผู้เข้าชมวันนี้

ความรู้ เรื่อง ยุทธศาสตร์ชาติ

การปฏิรูป

ข้อมูล : https://www.nesdc.go.th สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

 2,070 ผู้เข้าชมทั้งหมด,  14 ผู้เข้าชมวันนี้

SKILL : ทักษะสำคัญแห่งศตวรรษที่ 21

ทักษะสำคัญแห่งศตวรรษที่ 21

  1. ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม
    • คิดสร้างสรรค์
    • ใส่ใจนวัตกรรม
    • มีวิจารณญาณ
    • แก้ปัญหาเป็น
    • สื่อสารดี
    • เต็มใจร่วมมือ
  2. ทักษะสารสนเทศ สื่อ เทคโนโลยี
    • อัพเดททุกข้อมูลข่าวสาร
    • รู้เท่าทันสื่อ
    • รอบรู้เทคโนโลยีสารสนเทศ
    • ฉลาดสื่อสาร
  3. ทักษะชีวิตและอาชีพ
    • มีความยืดหยุ่น
    • รู้จักปรับตัว
    • ริเริ่มสิ่งใหม่
    • ใส่ใจดูแลตัวเอง
    • รู้จักเข้าสังคม
    • เรียนรู้นวัตกรรม
    • มีความเป็นผู้นำ
    • รับผิดชอบหน้าที่
    • พัฒนาอาชีพ
    • หมั่นหาความรู้รอบด้าน

ความฉลาดทางดิจิทัล

  1. ทักษะในการรักาาอัตลักษณ์ที่ดีของตนเอง
  2. ทักษะในการรักษาข้อมูลส่วนตัว
  3. ทักษะในการคิดวิเคราะห์มีวิจารณญาณที่ดี
  4. ทักษะในการจัดสรรเวลาหน้าจอ
  5. ทักษะในการรับมือกับการคุกคามทางโลกออนไลน์
  6. ทักษะในการบริหารจัดการข้อมูลที่ผู้ใช้งานทิ้งไว้บนโลกออนไลน์
  7. ทักษะในการรักษาความปลอดภัยของตนเองในโลกออนไลน์
  8. ทักษะในการใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรม

กรอบแนวคิด การจัดการการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดย ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช (เปิดวิดีโอ)

https://www.youtube.com/watch?v=v_Bi7XEHJFI

SDU Design Thinking (เปิดวิดิโอ)

https://www.youtube.com/watch?v=1ndgAXoI4mk&feature=youtu.be

“จิบกาแฟ แลไปข้างหน้า” ท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต (เปิดวิดิโอ)

https://www.youtube.com/watch?v=OJmqbsIDePg&feature=youtu.be

การพัฒนาทักษะทรัพยากรบุคคลสำหรับศตวรรษที่ 21 โดย ศ.ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์ (เปิดวิดีโอ)

https://www.youtube.com/watch?v=h11Z3eoXRu0

วิถีสร้างการเรียนรู้เพื่อศิษย์ในศตวรรษที่ 21 (เปิดอ่าน)

https://www.edulpru.com/eu/21st/st-006.pdf

ข้อมูล :

http://www.okmd.or.th สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน)

กรอบแนวคิด การจัดการการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดย ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช

SDU Design Thinking, จิบกาแฟ แลไปข้างหน้า” ท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต โดย รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน

การพัฒนาทักษะทรัพยากรบุคคลสำหรับศตวรรษที่ 21 โดย ศ.ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์

วิถีสร้างการเรียนรู้เพื่อศิษย์ในศตวรรษที่ 21 โดย ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช

 2,537 ผู้เข้าชมทั้งหมด,  14 ผู้เข้าชมวันนี้

วันสำคัญของชาติเดือนธันวาคม

วันชาติ

ตรงกับวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี ในประเทศไทยเป็นวันเฉลิมฉลองของชาติไทย เดิมกำหนดเป็นวันที่ 24 มิถุนายน อันเป็นวันที่คณะราษฎรก่อการปฏิวัติสยามใน พ.ศ. 2475 โดยเริ่มประกาศใช้ตั้งแต่ พ.ศ. 2481 และเริ่มงานฉลองตั้งแต่ปี พ.ศ. 2482 ต่อมาใน พ.ศ. 2503 รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ประกาศยกเลิกวันชาติ 24 มิถุนายน และให้ถือเอาวันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์เป็นวันชาติแทน โดยให้เหตุผลว่า “เพื่อให้เป็นไปตามขนบประเพณีของประเทศที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” ปัจจุบันตรงกับวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2503 รัฐบาลจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ให้ถือวันพระราชสมภพเป็นวันเฉลิมฉลองของชาติไทย ความว่า

ด้วยคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาเห็นว่า ตามที่ได้กำหนดให้มีการเฉลิมฉลองวันชาติไทยในวันที่ ๒๔ มิถุนายน นั้น ได้ปรากฏในภายหลังว่า มีข้อที่ไม่เหมาะสมหลายประการ ในด้านประชาชนและหนังสือพิมพ์ก็ได้เสนอแนะให้พิจารณาในเรื่องนี้หลายครั้งหลายคราว คณะรัฐมนตรีจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นพิจารณา โดยมี พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน

คณะกรรมการนี้ได้พิจารณาแล้ว เสนอความเห็นว่า ประเทศต่าง ๆ ได้เลือกถือวันใดวันหนึ่งที่มีความสำคัญเกี่ยวเนื่องกับชนในชาติต่าง ๆ กัน โดยถือเอาวันประกาศเอกราช วันอิสรภาพ วันตั้งถิ่นฐาน วันสาธารณรัฐ วันสถาปนาพระราชวงศ์ บ้าง ซึ่งไม่เหมือนกัน แต่ประเทศที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของชาติโดยทั่วไป นั้น ได้ถือเอาวันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์เป็นวันเฉลิมฉลองของชาติ เช่น ประเทศอังกฤษ เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ค สวีเด็น ญี่ปุ่น ฯลฯ เป็นต้น แม้ประเทศไทยเราเองก็ได้ถือเอาวันพระราชสมภพเป็นวันเฉลิมฉลองของชาติไทยมาแล้ว เพิ่งจะมากำหนดเอาวันที่ ๒๔ มิถุนายน เป็นวันชาติเพิ่มขึ้นอีกวันหนึ่งในระยะหลังนี้เอง

คณะกรรมการฯ จึงมีความเห็นว่า เพื่อให้เป็นไปตามขนบประเพณีของประเทศที่พระมหากษัตริย์เป็นประมุข และเป็นการสมัครสมานสามัคคีรวมจิตใจของบุคคลในชาติโดยทั่วกัน จึงสมควรจะถือเอาวันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์เป็นวันเฉลิมฉลองของชาติไทยต่อไป โดยยกเลิกวันชาติในวันที่ ๒๔ มิถุนายน เสีย

คณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบด้วย จึงได้ลงมติให้ยกเลิกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๔๘๑ เรื่อง วันชาติ นั้นเสีย และให้ถือเอาวันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์เป็นวันเฉลิมฉลองของชาติไทยด้วยต่อไปตั้งแต่บัดนี้ – ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ให้ถือวันพระราชสมภพเป็นวันเฉลิมฉลองของชาติไทย ลงวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2503

ทั้งนี้ วันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ 9 คือวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 ดังนั้นวันชาติ จึงตรงกับวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี

วันพ่อแห่งชาติ

ตรงกับวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 (เลข 9  คือ เลขมงคลของไทย)  ซึ่งเป็นเลขรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

วันพ่อแห่งชาติ ได้จัดให้มีขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2523 โดยคุณหญิงเนื้อทิพย์ เสมรสุต นายกสมาคมผู้อาสาสมัครและช่วยการศึกษา หลักการเหตุผลที่มีการจัดตั้งวันพ่อแห่งชาติขึ้น เนื่องจากพ่อเป็นบุคคลผู้มีพระคุณและมีบทบาทสำคัญต่อครอบครัว สังคม ที่ผู้เป็นลูกจะต้องเคารพเทิดทูนและตอบแทนพระคุณด้วยความกตัญญู และสังคมควรที่จะยกย่องให้เกียรติรำลึกถึงผู้เป็นพ่อ จึงถือเอาวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็น “วันพ่อ”

ในวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2559 ภายหลังการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ก็ได้มีการประกาศจากรัฐบาลของประเทศไทยว่า “วันพ่อแห่งชาติ” ของประเทศไทย จะยังคงไว้ ให้เป็นวันที่ 5 ธันวาคมของทุกปีต่อไปตามเดิม

วัตถุประสงค์ 1.เพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 2.เพื่อเทิดทูนพระคุณของพ่อ และยกย่องบทบาทของพ่อที่มีต่อครอบครัวและสังคม 3.เพื่อให้ลูกได้แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อ 4.เพื่อให้ผู้เป็นพ่อสำนึกในหน้าที่และความรับผิดชอบของตนในฐานะหัวหน้าครอบครัว

พ่อไม่ได้ไปไหน พ่ออยู่ในใจเสมอ
ในความสูงต่ำล้ำเลอ ในน้ำตาเอ่ออาลัย

ในฟ้าในดินยินดี ในทุกทุกที่ที่ให้
ในความห่างไกลแสนไกล และในความใกล้ชิดกัน

พ่อมาเตือนให้ได้รู้ มาอยู่แม้ในความฝัน
ในความปรีดาสารพัน ในความโศกศัลย์ลึกซึ้ง

พ่อไม่ได้ไปไหน พ่อยังอยู่ให้คิดถึง
ในโลกอลวนอลอึง มีพ่อเป็นหนึ่งในใจ

ผู้แต่งกลอน : อาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ

เพลงพ่อของแผ่นดิน

https://www.youtube.com/watch?v=6Of7kevpqqI

วันรัฐธรรมนูญ

ตรงกับวันที่ 10 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันที่ระลึกถึงโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 เป็นรัฐธรรมนูญถาวรฉบับแรกของประเทศไทย

ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช โดยประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ก็ยังทรงเป็นประมุข อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฏหมาย และหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง ปวงชนชาวไทยย่อมได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญเสมอกัน ในส่วนที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์นั้น ได้บัญญัติไว้ว่าพระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ได้พระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามฉบับถาวร เพื่อเป็นหลักในการปกครองของประเทศให้แก่ประชาชนชาวไทย พระองค์ได้เสด็จออกประทับพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์ ภายใต้นพปฎลมหาเศวตฉัตร ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้จัดเป็นที่ประชุมรัฐสภา ทรงลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พระราชทานเป็นกฎหมายสูงสุดเพื่อเป็นหลักในการปกครองประเทศ นับเป็นรัฐธรรมนูญ “ฉบับแรก” พระองค์ได้ทรงมีพระราชดำรัสในวันพระราชทานรัฐธรรมนูญว่า “ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใด โดยเฉพาะเพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร”

พระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญ ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม วันที่ 10 ธันวาคม 2475

วันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

ตรงกับวันที่ 28 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันปราบดาภิเษกสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พระมหากษัตริย์ผู้กอบกู้เอกราชจากพม่าให้แก่ประเทศไทย และเป็นพระมหากษัตริย์แห่งกรุงธนบุรีเพียงพระองค์เดียว สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หรือ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงมีพระนามเดิมว่า สิน มีชื่อภาษาจีนเรียกว่า เซิ้นเซิ้นซิน  พระราชสมภพเมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2277 พระราชบิดาเป็นชาวจีนแต้จิ๋ว ชื่อ นายไหฮอง ได้สมรสกับหญิงไทยชื่อ นางนกเอี้ยง  ในช่วงรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (สมเด็จพระธรรมราชาธิราชที่ 3)  ซึ่งเจ้าพระยาจักรีได้ขอไปอุปการะเป็นบุตรบุญธรรมตั้งแต่ครั้งเยาว์วัย ต่อมาเมื่ออายุครบ 13 ปี เจ้าพระยาจักรีได้นำตัวเด็กชายสิน ไปถวายตัวเป็นมหาดเล็ก ในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ครั้น พ.ศ. 2301 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเสด็จสวรรคต สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอุทุมพรเสด็จขึ้นครองราชย์ได้ 3 เดือนเศษ ก็ถวายราชสมบัติแก่สมเด็จพระเชษฐาธิราช “สมเด็จพระบรมราชาที่ 3” (สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์) สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้นายสินมหาดเล็กรายงาน เป็นข้าหลวงเชิญท้องตราพระราชสีห์ไปชำระความที่หัวเมืองฝ่ายเหนือซึ่งปฏิบัติราชการได้รับความดีความชอบมากจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นหลวงยกกระบัตร เมืองตาก ช่วยราชการ

การกู้เอกราช  เมื่อปี พ.ศ. 2309  พม่ายกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา  ในสมัยพระเจ้าเอกทัศ  และได้เสียกรุงแก่พม่าเป็นครั้งที่ 2 ใน พ.ศ. 2310  เหตุการณ์ในกรุงศรีอยุธยาขณะนั้นเกิดความระส่ำระสาย  ทหารพม่าได้ล้อมกรุงศรีอยุธยาไว้  พระยาตากเห็นว่าคงสู้พม่าไม่ได้แล้ว  จึงนำทหารจำนวนหนึ่งตีฝ่าวงล้อมพม่าออกมา  และได้รวบรวมกำลังอยู่ที่เมืองจันทบุรี  แล้วยกทัพกลับไปตีพม่าที่กรุงศรีอยุธยา  ทัพของพระยาตากสามารถตีพม่าจนแตกพ่ายไป  พระยาตากสามารถรวบรวมผู้คนกอบกู้กรุงศรีอยุธยากลับคืนมาจากพม่าได้ภายในเวลา 7 เดือน สามารถกอบกู้กรุงศรีอยุธยากลับคืนมา เมื่อวันศุกร์ เดือน 12 ขึ้น 15 ค่ำ จุลศักราช 1129 ปีกุน นพศก เวลาบ่ายโมงเศษ ซึ่งตรงกับวันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2310 เวลาประมาณ 13.00 น.

การสร้างและสถาปนากรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวง  หลังจากได้กอบกู้กรุงศรีอยุธยากลับคืนจากพม่าได้แล้ว  พระองค์ทรงเห็นว่าทางกรุงศรีอยุธยาถูกพม่าเผาผลาญเสียหายมากและยากที่จะ ฟื้นฟูให้เจริญเหมือนเดิมได้  พระองค์จึงย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่กรุงธนบุรี  แล้วทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์  ทรงพระนามว่า  พระบรมราชาธิราชที่ 4 ครองกรุงธนบุรีอยู่ 15 ปี  นับว่าเป็นกษัตริย์พระองค์เดียวที่ปกครองกรุงธนบุรี

พระราชกรณียกิจ อื่น ๆ นอกจากจะทรงกู้เอกราชและทรงสถาปนากรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวงแล้ว  พระองค์ยังได้ขยายอาณาเขตโดยตีเวียงจันทน์ได้และอัญเชิญพระแก้วมรกต มาประดิษฐานไว้ที่เมืองหลวง  ทรงทำนุบำรุงศาสนาและทรงส่งเสริมให้คนแต่งหนังสือต่างๆ ขึ้น  เพราะหนังสือตำราอันมีค่าถูกพม่าเผาไปเกือบหมด  ทรงเอาใจใส่ดูแลทุกข์สุขของราษฎรเป็นอย่างดีแม้ว่าจะต้องทำสงครามกับพม่า ตลอดเวลาก็ตาม

สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงปกครองบ้านเมืองคล้ายคลึงกับพระราโชบายของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช คือ แบบพ่อปกครองลูก ไม่ถือพระองค์ มักปรากฏพระวรกายให้พสกนิกรเห็น และมักถามสารทุกข์สุขดิบของพนกนิกรทั่วไป ทรงหาวิธีให้ไพร่บ้านพลเมืองได้ทำมาหากินโดยปกติสุข ใครดีก็ยกย่องสรรเสริญ ผู้ใดทำไม่พอพระทัย ก็ดุด่าว่ากล่าวดังพ่อสอนลูก อาจารย์สอนศิษย์ ซึ่งสมกับโคลงยอพระเกียรติของนายสวนมหาดเล็กที่ว่า

พระเดียวบุญลาภเลี้ยง ประชากร

เป็นบิตุมาดร ทั่วหล้า

เป็นเจ้าและครูสอน สั่งโลก

เป็นสุขทุกข์ถ้วนหน้า นิกรทั้งชายหญิง

ข้อมูล

ไทยโพสต์ https://www.thaipost.net

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี https://th.wikipedia.org

ศิลปวัฒนธรรม https://www.silpa-mag.com

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม www.culture.go.th

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพัทลุง https://www.m-culture.go.th/phatthalung

คมชัดลึก https://www.komchadluek.net/

 3,048 ผู้เข้าชมทั้งหมด,  14 ผู้เข้าชมวันนี้

“สวนดุสิต” จากอดีตถึงปัจจุบัน

มหาวิทยาลัยสวนดุสิต (Suan Dusit University) อักษรย่อ มสด. (SDU) พัฒนาจากโรงเรียนการเรือนแห่งแรกของประเทศไทย สู่การเป็นมหาวิทยาลัยสวนดุสิต มหาวิทยาลัยในกลุ่มมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ  เป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงทางด้าน การศึกษาปฐมวัย คหกรรมศาสตร์ ธุรกิจบริการ ธุรกิจการโรงแรม ธุรกิจการบิน และ  โรงเรียนกฎหมายและการเมือง

ศูนย์การศึกษานอกสถานที่ตั้ง / วิทยาเขต

  • มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กรุงเทพมหานคร
  • มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิทยาเขตสุพรรณบุรี
  • มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ศูนย์การศึกษานอกที่ตั้ง ลำปาง
  • มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ศูนย์การศึกษานอกที่ตั้ง นครนายก
  • มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ศูนย์การศึกษานอกที่ตั้ง หัวหิน
  • มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ศูนย์การศึกาานอกที่ตั้ง ตรัง

คติพจน์ “เทคโนโลยีก้าวไกล อยู่ที่ไหนก็เรียนได้ ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน”

สถาปนา

  • โรงเรียนมัธยมวิสามัญการเรือน 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2477
  • โรงเรียนการเรือนวังจันทรเกษม
  • โรงเรียนการเรือนพระนคร
  • วิทยาลัยครูสวนดุสิต
  • สถาบันราชภัฏสวนดุสิต 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2535
  • มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต 14 มิถุนายน พ.ศ. 2547
  • มหาวิทยาลัยสวนดุสิต 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ประเภท : สถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐ

สีประจำสถาบัน : สีฟ้าน้ำทะเล

เว็บไซต์ : www.dusit.ac.th

ดอกไม้ประจำมหาวิทยาลัย :

ดอกเฟื่องฟ้า ชื่อสามัญ Bougainville ชื่อพฤกษศาสตร์ Bougainvillea Spectabilis, Willd วงศ์ Nyctaginceae เฟื่องฟ้าเป็นไม้เลื้อยเถาใหญ่แข็งแรง มีหลากหลายสี บางพื้นที่เรียกดอกไม้นี้ว่า ดอกกระดาษ มีต้นกำเนิดจากทวีปอเมริกาใต้ สันนิฐานว่ามีการนำเข้ามาราชอาณาจักรสยามสมัยรัชกาลที่ 5

ดอกขจร ขจร (สลิด) ชื่อพฤกษศาสตร์ Telosma minor Craib (Syn. T. odoratissma, Coville) Fergularia doratissima วงศ์ Asclepidaceae ขจรหรือสลิด เป็นไม้เถาเลื้อยเล็ก ใบเป็นรูปใบโพธิ์แต่เล็ก ดอกออกเป็นช่อตามข้อ ดอกรูปคล้ายแตรเล็ก สีเหลืองอมเขียว บานตอนเย็น กลิ่นหอมเย็นออกดอกตลอดปี

ข้อมูลภาพ : นางกัญญา อินทรโชติ (จิตต์จำนงค์)
ข้อมูลภาพ : นางกัญญา อินทรโชติ (จิตต์จำนงค์)
ข้อมูลภาพ : นางกัญญา อินทรโชติ (จิตต์จำนงค์)
ข้อมูลภาพ : นางกัญญา อินทรโชติ (จิตต์จำนงค์)
ข้อมูลภาพ : นางกัญญา อินทรโชติ (จิตต์จำนงค์)
ข้อมูลภาพ : นางกัญญา อินทรโชติ (จิตต์จำนงค์)

ข้อมูล

: วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี https://th.wikipedia.org/wiki/

: เอกสาร เรื่อง สวนดุสิต จากอดีตถึงปัจจุบัน

: ข้อมูลภาพ จาก นางกัญญา อินทรโชติ (จิตต์จำนงค์) ศิษย์เก่าโรงเรียนการเรือนพระนคร หลักสูตรประโยคครูการเรือน ประโยคครูอนุบาล ระดับ ปป. (หลักสูตรครูประถม) และประโยคครูมัธยมการเรือน รุ่นที่ 23 พ.ศ. 2497 ถึง พ.ศ. 2500

 2,504 ผู้เข้าชมทั้งหมด,  1 ผู้เข้าชมวันนี้

SMART CITY : เมืองอัจฉริยะ

นิยาม “เมืองอัจฉริยะ” เมืองที่ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยและชาญฉลาด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการให้บริการและการบริหารจัดการเมือง ลดค่าใช้จ่ายและการใช้ทรัพยากรของเมืองและประชากรเป้าหมาย โดยเน้นการออกแบบที่ดี และการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจและภาคประชาชนในการพัฒนาเมือง ภายใต้แนวคิดการพัฒนา เมืองน่าอยู่ เมืองทันสมัย ให้ประชาชนในเมืองมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุข  อย่างยั่งยืน

ประเทศไทยกำลังเดินหน้าพัฒนา “เมืองอัจฉริยะ” หรือ “Smart City” อย่างเต็มตัว โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี ได้มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เป็นหน่วยงานที่ช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ในระยะแรกได้พัฒนาแล้ว 7 จังหวัด ได้แก่ ภูเก็ต เชียงใหม่ ขอนแก่น ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา และกรุงเทพฯ  โดยมีแผนในปี 2562 เตรียมจะขยายไปสู่ 24 จังหวัด 30 พื้นที่ และภายในปี 2565 จะขยายไปทั่วประเทศ 76 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร รวม 100 พื้นที่

ลักษณะของเมืองอัจฉริยะ 7 ด้าน คือ

  1. สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment)
  2. เศรษฐกิจอัจฉริยะ (Smart Economy)
  3. พลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy)
  4. การบริหารภาครัฐอัจฉริยะ (Smart Governance)
  5. การดำรงชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living
  6. การเดินทางและขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility)
  7. พลเมืองอัจฉริยะ (Smart People)

สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment) หมายถึง เมืองที่คำนึงถึง ผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศ โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการอย่างเป็น ระบบ เช่น การจัดการน้ำ การดูแลสภาพอากาศ การบริหาร จัดการของเสีย และการเฝ้าระวังภัยพิบัติ ตลอดจนเพิ่ม การมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

เศรษฐกิจอัจฉริยะ (Smart Economy) หมายถึง เมืองที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในระบบเศรษฐกิจและบริหารจัดการ ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น เมืองเกษตรอัจฉริยะ เมืองท่องเที่ยวอัจฉริยะ เป็นต้น

พลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy) หมายถึง เมืองที่สามารถบริหารจัดการด้านพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความสมดุล ระหว่างการผลิตและการใช้พลังงานในพื้นที่เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและลดการพึ่งพาพลังงานจากระบบโครงข่ายไฟฟ้าหลัก

การบริหารภาครัฐอัจฉริยะ (Smart Governance) หมายถึง เมืองที่พัฒนาระบบบริการภาครัฐ เพื่ออำนวยความสะดวก แก่ประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของภาครัฐ โดยมุ่งเน้น ความโปร่งใสและการมีส่วนร่วม และมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องผ่านการประยุกต์ใช้นวัตกรรมบริการ

การดำรงชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living) หมายถึง เมืองที่มีการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกโดยคำนึงถึงหลักอารยสถาปัตย์ (Universal Design) ให้ประชาชนมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี มีความปลอดภัย และมีความสุขในการดำรงชีวิต

การเดินทางและขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility) หมายถึง เมืองที่มุ่งเน้นพัฒนาระบบจราจรและขนส่งอัจฉริยะเพื่อขับเคลื่อนประเทศ โดยเพิ่มประสิทธิภาพและความเชื่อมโยงของระบบขนส่งและการสัญจรที่หลากหลาย เพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทางและขนส่ง รวมถึงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

พลเมืองอัจฉริยะ (Smart People) หมายถึง เมืองที่มุ่งพัฒนาองค์ความรู้ ทักษะ และสิ่งแวดล้อม ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจตลอดจนเปิดกว้างสำหรับความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และการมีส่วนร่วมของประชาชน

กระทรวงมหาดไทย จับมือ การอุดมศึกษาฯ นำเทคโนโลยี สวทช. พัฒนาเมืองอัจฉริยะช่วยบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมเมือง นับเป็นความร่วมมือกันทางด้านบริหารจัดการเมืองแบบอัจฉริยะ หรือ Smart City ของประเทศไทย โดยเป็นการจับมือกันระหว่าง 2 กระทรวง คือ กระทรวงมหาดไทย (มท.) และ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ลงนามความร่วมมือใน “โครงการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเมืองและบริการประชาชน” เพื่อประยุกต์ใช้เทคโนโลยีของเนคเทคภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนาขึ้นมาใช้ในการพัฒนาเมือง เป็นการขับเคลื่อนการพัฒนาสู่เมืองอัจฉริยะ โดยนำเทคโนโลยี Big Data ด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมของเมืองและชุมชนมาส่งเสริมและสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) นำไปใช้ประโยชน์

โดยความร่วมมือดังกล่าวนำร่องด้วยแอพพลิเคชั่น Traffy Fondue ให้ประชาชนใช้แจ้งปัญหาและข้อร้องเรียนด้านสิ่งแวดล้อมของเมืองและชุมชน และระบบ Traffy Waste เครื่องมือบริหารจัดการการเก็บขยะ ช่วยให้บริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมของเมืองและชุมชนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นจากผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่เป็นระบบมากขึ้น

ทั้งนี้ แอพพลิเคชั่น Traffy Fondue และระบบ Traffy Waste เป็นเทคโนโลยีที่อยู่ในกลุ่ม Traffy City Platform หรือแพลตฟอร์มการบริหารจัดการเมืองด้วยเทคโนโลยีและข้อมูล ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยนักวิจัยเนคเทค สวทช. นำโดย ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม หัวหน้าทีมวิจัยระบบขนส่งและจราจรอัจฉริยะ ซึ่งจุดเด่นของเทคโนโลยีอยู่ที่การเพิ่มความเป็นอัจฉริยะหรือความสมาร์ทให้กับเมืองโดยเชื่อมสิ่งที่ประชาชนพบเห็นว่าเป็นสิ่งที่ควรปรับปรุงนำส่งไปให้ถึงผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ เพื่อให้สามารถเข้าใจความต้องการและแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงเป็นการพัฒนาเมืองด้วยความช่วยเหลือจากหลายฝ่ายที่เข้าถึงง่ายไม่ซับซ้อน ตอบสนองจุดที่เป็นปัญหาและสร้างความยุ่งยาก (Pain Point) ของประชาชนผู้อยู่อาศัย พนักงานผู้ดูแล และผู้บริหารได้เป็นอย่างดี

ขณะที่ Traffy Fondue แพลตฟอร์มแจ้งซ่อมและบริหารจัดการปัญหาเมือง เป็นแอพพลิเคชั่นรับเรื่องแจ้งซ่อมและบริหารจัดการปัญหา ที่ช่วยลดระยะเวลา ขั้นตอนและค่าใช้จ่ายในการแก้ปัญหา ทำให้ผู้บริหารเมืองเข้าถึงใจของประชาชน โดยเพิ่มช่องทางแจ้งปัญหาเมืองจากประชาชนถึงเจ้าหน้าที่โดยตรง โดยหลังแจ้งปัญหาแล้วประชาชนยังสามารถติดตามสถานะการดำเนินการแก้ไขได้ผ่าน LINE@ และแอพพลิเคชั่น ซึ่งหน่วยงานภาครัฐจะได้ข้อมูลที่เพียงพอสำหรับบริหารจัดการปัญหาของประชาชน เช่น ภาพถ่ายตำแหน่งบนแผนที่ มีผลให้เจ้าหน้าที่สามารถแก้ปัญหาได้สะดวกรวดเร็วขึ้น เนื่องจากผู้บริหารมีภาพรวมและข้อมูลในการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับนำไปใช้ในอาคาร สำนักงาน คอนโดฯ หมู่บ้าน โรงงาน โรงเรียน และโรงพยาบาลโดยแพลตฟอร์มการสื่อสารดังกล่าว สามารถใช้งานได้โดยการแจ้งปัญหาผ่านแอพพลิเคชั่นหรือผ่าน Line Chat ถ่ายรูปปัญหา ตำแหน่งที่เกิดปัญหา พร้อมการแจ้งเตือน รวมถึงรับทราบความก้าวหน้าของการแก้ไข ซึ่งข้อมูลที่ได้จากระบบสามารถนำมาเป็นบทวิเคราะห์ทางสถิติที่ช่วยรวบรวบข้อมูลปัญหาและการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการตัดสินใจในการลงทุนเพื่อแก้ปัญหาได้

ส่วน Traffy Waste ระบบจัดการการเก็บขยะอัจฉริยะ เป็นแพลตฟอร์มบริหารงานและวางแผนจัดเก็บขยะ ด้วยเทคโนโลยี AI วิเคราะห์ข้อมูลจากการติดตามตำแหน่งรถเก็บขยะด้วย Multi-GNSS บันทึกเส้นทางและประวัติการเก็บขยะ วิเคราะห์พฤติกรรมและเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บขยะ ประชาชนและเจ้าหน้าที่สามารถรับการแจ้งเตือนจุดเก็บขยะที่สนใจได้ สามารถทำงานร่วมกับระบบ Traffy Fondue โดยแจ้งปัญหาขยะล้นถังและขยะเกลื่อนกลาด ผ่าน LINE@ และแอพพลิเคชั่นได้ ทำให้ประชาชนค้นหาจุดทิ้งขยะใกล้บ้านพร้อมเวลาจัดเก็บประจำ ตรวจสอบประวัติและสถิติการเก็บขยะ รับแจ้งเตือนการเก็บขยะผ่าน LINE และช่วยรายงานขยะล้นถัง ขยะเกลื่อนกลาด ผ่าน Traffy Fondue ได้ โดยทางเทศบาล อบต. และนิคมอุตสาหกรรม จะมีข้อมูลภาพรวมการจัดเก็บขยะและประสิทธิภาพการทำงาน ทำให้ทราบพฤติกรรมทำงานของรถเก็บขยะ รวมถึงรับรู้จุดแจ้งเตือนเก็บขยะสำคัญที่ไม่ถูกจัดเก็บ พร้อมยังสามารถบันทึกประวัติการจัดเก็บและสถิติเก็บขยะ พร้อมแนะนำเส้นทางที่ประหยัดเชื้อเพลิงได้ด้วย ซึ่งแพลตฟอร์มดังกล่าวถือเป็นเครื่องมือสำหรับผู้ให้บริการจัดเก็บขยะทั้งที่เป็นส่วนภาครัฐ (การปกครองส่วนท้องถิ่น นิคมอุตสาหกรรม) และภาคเอกชน (ผู้ให้บริการจัดเก็บขยะ ผู้ให้เช่ารถขยะสำหรับใช้บริหารและติดตามการใช้งานทรัพยากร เช่น คน และรถขยะ) สามารถนำผลมาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน และลดต้นทุนค่าน้ำมันได้

ประกาศ Smart City

บทความเกี่ยวกับเมืองอัจฉริยะ

ข้อมูล :

เมืองอัจฉริยะประเทศไทย : https://smartcitythailand.or.th/

สถาบันดำรงราชานุภาพ สำนักปลัดกระทรวงมหาดไทย : http://www.stabundamrong.go.th/

Green Network : https://www.greennetworkthailand.com/

สืบสานประเพณีลอยกระทง ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๓

ประเพณีลอยกระทง ตรงกับวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ของทุกปี หรืออยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ถือว่าเป็นประเพณีเก่าแก่ของไทย ที่มีตั้งแต่ครั้งสมัยสุโขทัย เรียกกันว่า งานลอยพระประทีป หรือ ลอยโคม เป็นงานนักขัตฤกษ์รื่นเริงของประชาชนทั่วไป

ประเทศไทย ประเพณีลอยกระทงได้กำหนดจัดในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่ติดกับแม่น้ำ ลำคลอง หรือ แหล่งน้ำต่าง ๆ ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็จะมีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจแตกต่างกันไป

เดิมเชื่อกันว่า “ประเพณีลอยกระทง” เริ่มมีมาแต่สมัยสุโขทัยเป็นราชธานีของประเทศไทย ในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช โดยมีนางนพมาศหรือท้าวศรีจุฬาลักษณ์ เป็นผู้ประดิษฐ์กระทงขึ้นครั้งแรก เดิมเรียกว่า “พิธีจองเปรียง” หรือ “การลอยเทียนพระประทีป” และมีหลักฐานจากศิลาจารึกหลักที่ 1 กล่าวถึงงานเผาเทียนเล่นไฟ ว่า เป็นงานรื่นเริงที่ใหญ่ที่สุดของกรุงสุโขทัย ทำให้เชื่อกันว่างานดังกล่าวน่าจะเป็นงานลอยกระทงอย่างแน่นอน

นางนพมาศ หรือ ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ สนมเอกของพระร่วง ได้คิดประดิษฐ์ดัดแปลง เป็นรูปกระทงดอกบัวแทนการลอยโคม ได้นำดอกโคทม ซึ่งเป็นดอกบัวที่บานเฉพาะวันเพ็ญเดือนสิบสองมาใช้ใส่เทียนประทีป เชื่อกันว่าการลอยกระทง หรือลอยโคมในสมัยนางนพมาศนั้น กระทำเพื่อเป็นการสักการะรอยพระพุทธบาทที่แม่น้ำนัมมทานที

ก่อนที่นางนพมาศ หรือ ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ จะคิดค้นประดิษฐ์กระทงดอกบัวขึ้นเป็นคนแรกแทนการลอยโคม ดังปรากฏในหนังสือนางนพมาศที่ว่า

       ”  ครั้นวันเพ็ญเดือน 12 ข้าน้อยได้กระทำโคมลอย คิดตกแต่งให้งามประหลาดกว่าโคมสนมกำนัลทั้งปวงจึงเลือกผกาเกษรสีต่าง ๆ มาประดับเป็นรูปกระมุทกลีบบานรับแสงจันทร์ใหญ่ประมาณเท่ากงระแทะ ล้วนแต่พรรณดอกไม้ซ้อนสีสลับให้เป็นลวดลาย…”

เมื่อสมเด็จพระร่วงเจ้าได้เสด็จฯ ทางชลมารค ทอดพระเนตรกระทงของนางนพมาศก็ทรงพอพระราชหฤทัย จึงโปรดให้ถือเป็นเยี่ยงอย่าง และให้จัดประเพณีลอยกระทงขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยให้ใช้กระทงดอกบัวแทนโคมลอย ดังพระราชดำรัสที่ว่า “ตั้งแต่นี้สืบไปเบื้องหน้า โดยลำดับกษัตริย์ในสยามประเทศถึงกาลกำหนดนักขัตฤกษ์วันเพ็ญเดือน 12 ให้ทำโคมลอยเป็นรูปดอกบัว อุทิศสักการบูชาพระพุทธบาทนัมมทานทีตราบเท่ากัลปาวสาน” พิธีลอยกระทงจึงเปลี่ยนรูปแบบตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เมื่อพูดถึงลอยกระทง สิ่งแรกที่นึกถึงก็คือนางนพมาศ และสมัยสุโขทัย แต่ว่าในศิลาจารึกและเอกสารต่างๆ ไม่มีคำว่า “ลอยกระทง” แต่จะมีประเพณีที่มีลักษณะคล้ายกับการลอยกระทง โดยในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงเรียกว่า “เผาเทียน เล่นไฟ” ซึ่งมีความหมายกว้างๆว่า ทำบุญไหว้พระ แม้แต่ในสมัยอยุธยา ทั้งเอกสารและวรรณคดี มีแต่ชื่อ ชักโคม ลอยโคม และแขวนโคม ดังตัวอย่างจากจดหมายเหตุลาลูแบร์ ดังนี้

“ประชาชนพลเมืองจะแสดงความขอบคุณแม่คงคาด้วยการตามประทีปโคมไฟขนาดใหญ่ (ในแม่น้ำ) อยู่หลายคืน…เราจะเห็นทั้งลำแม่น้ำเต็มไปด้วยดวงประทีปลอยน้ำ…ไปตามกระแสธาร มีขนาดใหญ่ย่อมต่างกันตามศรัทธาปสาทะของแต่ละคน…โดยนัยเดียวกัน เพื่อแสดงความขอบคุณต่อแม่พระธรณี ที่อนุเคราะห์ให้เก็บเกี่ยวพืชพันธุ์ธัญญาหารได้อย่างอุดมสมบูรณ์ในวันต้นๆ ของปีใหม่ชาวสยามก็จะตามประทีปโคมไฟขึ้นอย่างมโหฬารอีกครั้งหนึ่ง”

ประเพณีลอยกระทงสืบต่อกันเรื่อยมา จนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น สมัยรัชกาลที่ 1 ถึง รัชกาลที่ 3 พระบรมวงศานุวงศ์ตลอดจนขุนนางนิยมประดิษฐ์กระทงใหญ่เพื่อประกวดประชันกัน ซึ่งต้องใช้แรงคนและเงินจำนวนมาก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ทรงเห็นว่าเป็นการสิ้นเปลือง จึงโปรดให้ยกเลิกการประดิษฐ์กระทงใหญ่แข่งขัน และโปรดให้พระบรมวงศานุวงศ์ทำเรือลอยประทีปถวายองค์ละลำแทนกระทงใหญ่ และเรียกชื่อว่า “เรือลอยประทีป” ต่อมาในรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 ได้ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีนี้ขึ้นมาอีกครั้ง ปัจจุบันการลอยพระประทีปของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงกระทำเป็นการส่วนพระองค์ตามพระราชอัธยาศัย

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงสันนิษฐานว่า พิธีลอยกระทงเป็นพิธีของพราหมณ์ จัดขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้า 3 องค์ คือ พระอิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม ต่อมาได้นำพระพุทธศาสนาเข้าไปเกี่ยวข้อง จึงให้มีการชักโคม เพื่อบูชาพระบรมสารีริกธาตุ และลอยโคมเพื่อบูชารอยพระบาทของพระพุทธเจ้า

ต้นกำเนิดมาจากศาสนาพุท

กล่าวคือก่อนที่พระพุทธองค์จะตรัสรู้ เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ประทับอยู่ใต้ต้นโพธิ์ ใกล้แม่น้ำเนรัญชรา กาลวันหนึ่ง นางสุชาดาอุบาสิกาได้ให้สาวใช้นำข้าวมธุปายาส (ข้าวกวนหุงด้วยน้ำผึ้งหรือน้ำอ้อย) ใส่ถาดทองไปถวาย เมื่อพระองค์เสวยหมดแล้ว ก็ทรงตั้งสัตยาธิษฐานว่า ถ้าหากวันใดจะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า ก็ขอให้ถาดลอยทวนน้ำ ด้วยแรงสัตยาธิษฐาน และบุญญาภินิหาร ถาดก็ลอยทวนน้ำไปจนถึงสะดือทะเล แล้วก็จมไปถูกขนดหางพระยานาคผู้รักษาบาดาล

พระยานาคตื่นขึ้น พอเห็นว่าเป็นอะไร ก็ประกาศก้องว่า บัดนี้ได้มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อุบัติขึ้นในโลกอีกองค์แล้ว ครั้นแล้วเทพยดาทั้งหลายและพระยานาค ก็พากันไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า และพระยานาคก็ได้ขอให้พระพุทธองค์ ประทับรอยพระบาทไว้บนฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เพื่อพวกเขาจะได้ขึ้นมาถวายสักการะได้ พระองค์ก็ทรงทำตาม ส่วนสาวใช้ก็นำความไปบอกนางสุชาดา ครั้นถึงวันนั้นของทุกปี นางสุชาดาก็จะนำเครื่องหอม และดอกไม้ใส่ถาดไปลอยน้ำ เพื่อไปนมัสการรอยพระพุทธบาทเป็นประจำเสมอมา และต่อๆ มาก็ได้กลายเป็นประเพณีลอยกระทง ตามที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน

ในเรื่องการประทับรอยพระบาทนี้ บางแห่งก็ว่า พญานาคได้ทูลอาราธนาพระพุทธเจ้า ไปแสดงธรรมเทศนาในนาคพิภพ เมื่อจะเสด็จกลับ พญานาคได้ทูลขออนุสาวรีย์จากพระองค์ไว้บูชา พระพุทธองค์จึงได้ทรงอธิษฐาน ประทับรอยพระบาทไว้ที่หาดทรายแม่น้ำนัมมทา และพวกนาคทั้งหลาย จึงพากันบูชารอยพระพุทธบาทแทนพระองค์ ต่อมาชาวพุทธได้ทราบเรื่องนี้ จึงได้ทำการบูชารอยพระบาทสืบต่อกันมา โดยนำเอาเครื่องสักการะใส่กระทงลอยน้ำไป ส่วนที่ว่าลอยกระทงในวันเพ็ญ เดือน 11 หรือ วันออกพรรษา เพื่อเฉลิมฉลองวันคล้ายวันที่พระพุทธเจ้า เสด็จกลับมาสู่โลกมนุษย์ หลังการจำพรรษา 3 เดือน ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อแสดงอภิธรรมโปรดพุทธมารดานั้น ก็ด้วยวันดังกล่าว เหล่าทวยเทพและพุทธบริษัท พากันมารับเสด็จนับไม่ถ้วน พร้อมด้วยเครื่องสักการบูชา และเป็นวันที่พระพุทธองค์ได้เปิดให้ประชาชนได้เห็นสวรรค์ และนรกด้วยฤทธิ์ของพระองค์ คนจึงพากันลอยกระทง เพื่อเฉลิมฉลองรับเสด็จพระพุทธเจ้า

สำหรับคติที่ว่า การลอยกระทงตามประทีป เพื่อไปบูชาพระเกศแก้วจุฬามณี บนสรวงสรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้น ก็ว่าเป็นเพราะตรงกับวันที่พระพุทธเจ้า เสด็จออกบรรพชาที่ริมฝั่งแม่น้ำอโนมา ทรงใช้พระขรรค์ตัดพระเกศโมลีขาด ลอยไปในอากาศตามที่ทรงอธิษฐาน พระอินทร์จึงนำผอบแก้วมาบรรจุ แล้วนำไปประดิษฐานไว้ในจุฬามณีเจดีย์ บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ (ตามประทีป คือ การจุดประทีป หรือจุดไฟในตะเกียง /โคม หรือผาง-ถ้วยดินเผาเล็กๆ) ซึ่งทางเหนือของเรา มักจะมีการปล่อยโคมลอย หรือโคมไฟที่เรียกว่า ว่าวไฟ ขึ้นไปในอากาศเพื่อบูชาพระเกศแก้วจุฬามณีด้วย

ข้อมูล

: มหาวิทยาลัยรามคำแหง สุโขทัย http://www.sukhothai.ru.ac.th/

: สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม https://www.sanook.com/campus/910912/

: ศิลปะวัฒนธรรม http:// www.silpa-mag.com

: วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี https://th.wikipedia.org/wiki

 1,191 ผู้เข้าชมทั้งหมด,  1 ผู้เข้าชมวันนี้

พระกระยาหารโปรด รัชกาลที่ ๕ และ รัชกาลที่ ๙

มหาราชโปรด ราชาแห่งปลาเค็ม พระมหากษัตริย์ทั้ง ๒ พระองค์โปรดปลาชนิดเดียวกัน คือ “ปลากุเลา” ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็น ราชาแห่งปลาเค็ม โดยเมนูที่ ในหลวงรัชกาลที่ ๕ โปรด คือ ปลากุเลาทรงเครื่อง ส่วนในหลวงรัชกาลที่ ๙ โปรดให้นำปลากุเลามาทำเป็นหลน วัตถุดิบที่นำมาปรุงเป็นเครื่องเสวยนั้น มีส่วนประกอบที่คล้ายคลึงกัน ต่างกันเพียงความจัดจ้านของรสชาติ ซึ่งหลนปลากุเลาจะมีรสอ่อนและเบากว่า

เมนูเส้น ที่ ๒ กษัตริย์โปรด เครื่องเสวยประเภทเส้นเป็นอีกเมนูที่ทั้งสองพระองค์โปรด และล้วนเป็นอาหารที่คนไทยคุ้นหน้าตากันเป็นอย่างดี อาทิ หมี่กรอบโบราณ ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรด และบะหมี่หมูแดงกับสปาเกตตีมิลาเนส เมนูเส้นพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โปรด

พระราชจริยวัตรเรียบง่ายสะท้อนผ่านอาหาร พระมหากษัตริย์ไทยทั้ง ๒ พระองค์ มีพระจริยวัตรที่เรียบง่ายและงดงาม เห็นได้จากเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรป ในปี พ.ศ. ๒๔๔๐ มีพระราชหัตถเลขาในชื่อ “บันทึกความหิว” โดยตอนหนึ่งของบันทึกทรงพรรณนาถึงพระกระยาหารโปรด ในขณะที่พระองค์บรรทมยังคงนิมิตถึงอาหารไทยอันแสนเรียบง่าย แม้ว่าการเสด็จประพาสยุโรปในครั้งนั้นจะมีอาหารฝรั่งชั้นดีมากมายก็ตาม ซึ่งหนึ่งในเมนูที่พระองค์โปรดก็คือ “ทอดมันกุ้งฝอย”

ขณะเดียวกันพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระจริยวัตรที่ยึดหลักความพอเพียง พระกระยาหารที่พระองค์เสวยเป็นประจำส่วนใหญ่จึงเป็นเมนูที่ทำง่าย แม้ว่าจะเป็นอาหารประเภทซุปแบบฝรั่ง อย่างซุปอาซาเรน ซึ่งทำไม่ยากเพียงซุปแบบใส ใส่ไข่ มิได้มีขั้นตอนการปรุงที่ซับซ้อนหรือต้องมาจากวัตถุดิบชั้นเลิศใดๆ

ข้าว แกง ของหวาน วัตถุดิบพื้นถิ่นหากินได้ คนไทยทุกคนคงรู้จักข้าวคลุกกะปิ แกงเทโพ และของหวานอย่างกล้วยหักมุกเชื่อมเป็นอย่างดี เมนูเหล่านี้ยังเป็นของโปรดของใครหลายคน เพราะ สามารถหาวัตถุดิบมาทำเองได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งขั้นตอนการทำก็ไม่ยุ่งยาก และเมนูเหล่านี้ก็ยังเป็นพระกระยาหารโปรดของพระมหากษัตริย์ทั้ง ๒ พระองค์ ผู้เป็นที่รักยิ่งของคนไทยอีกด้วย

ข้อมูล : นิตยสารแพรวฉบับพิเศษ ตุลามหาราช

 811 ผู้เข้าชมทั้งหมด,  1 ผู้เข้าชมวันนี้

ข่าวสารน่ารู้ คือ

ข่าว (น.) คำบอกเล่าเรื่องราวซึ่งโดยปรกติมักเป็นเรื่องเกิดใหม่หรือเป็นที่สนใจ, คำบอกกล่าว,คำเล่าลือ

ข่าวสาร (น.) ข้อความที่ส่งบอกมาให้รู้เรื่องกัน

น่า๑ (๑) (ว.) คำประกอบหน้ากิริยา หมายความว่า ควร (๒) (ว.) ชวนให้,ทำให้อยากจะ

น่า๒ (ว.) คำประกอบท้ายความ หมายความไปในทางชักชวนหรือให้ทำตาม

รู้ (ก.) แจ้ง,เข้าใจ,ทราบ

ข้อมูล : สำนักงานบัณฑิตยสภา https://www.orst.go.th/

 690 ผู้เข้าชมทั้งหมด