ผลการพิจารณาคัดเลือกองค์กรต้นแบบทางวัฒนธรรม ด้านการรณรงค์ส่งเสริมแต่งกายด้วยผ้าไทยและผ้าพื้นเมือง ของจังหวัดตรัง ประจำปี 2565

 30 ผู้เข้าชมทั้งหมด,  9 ผู้เข้าชมวันนี้

เรื่อง กำหนดอัตราค่ายาประเภทผู้ป่วยนอกกรณีผู้มีสิทธิหรือบุคคลในครอบครัวติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

 80 ผู้เข้าชมทั้งหมด,  9 ผู้เข้าชมวันนี้

เมืองอัจฉริยะ “ศรีตรัง” Sri Trang SMART CITY

  “เมืองอัจฉริยะ” หมายความว่า เมืองที่ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยและชาญฉลาด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการให้บริการและการบริหารจัดการเมือง ลดค่าใช้จ่ายและการใช้ทรัพยากรของเมืองและประชากรเป้าหมาย โดยเน้นการออกแบบที่ดี และการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจและภาคประชาชนในการพัฒนาเมือง ภายใต้แนวคิด การพัฒนา เมืองน่าอยู่ เมืองทันสมัย ให้ประชาชนในเมืองมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุขอย่างยั่งยืน การพัฒนาเมืองอัจฉริยะมีมิติการพัฒนาได้หลายด้าน มิติที่สำคัญ 7 ด้าน คือ 1. สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment) 2. การเดินทางและขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility) 3. การดำรงชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living) 4. พลเมืองอัจฉริยะ (Smart People) 5. พลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy) 6. เศรษฐกิจอัจฉริยะ (Smart Economy) 7. การบริหารภาครัฐอัจฉริยะ (Smart Governance)

การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

หลักราชการ : บทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว

  1. ความสามารถ หมายความว่า อาจจะทำการงานให้เป็นผลสำเร็จได้ดียิ่งกว่าผู้ที่มีโอกาสเท่าๆกัน ความสามารถเป็นลักษณะอันหนึ่งแห่งผู้บังคับบัญชาคน
  2. ความเพียร หมายความว่า กล้าหาญไม่ย่อท้อต่อความยากและบากบั่นเพื่อจะข้ามความขัดข้องให้จงได้ โดยใช้ความอุตสาหวิริยภาพมิได้ลดหย่อน “ความเพียรเป็นเครื่องพาตนข้ามพ้นความทุกข์ ความเพียรเราได้ใช้แล้ว เราจึงได้มีวิชาความรู้ได้ถึงปานนี้ ถ้าเราไม่ได้มีความเพียรแล้ว เรามิยังคงเป็นคนโง่อยู่อย่างเดิมหรือ?
  3. ความมีไหวพริบ หมายความว่า รู้จักสังเกตเห็นโดยไม่ต้องมีใครเตือนว่าเมื่อมีเหตุเช่นนั้นๆจะต้องปฏิบัติการอย่างนั้นๆเพื่อให้บังเกิดผลดีที่สุดแก่กิจการทั่วไปและรีบทำการอันเห็นควรนั้นโดยฉับพลันทันท่วงที
  4. ความรู้เท่าถึงการ หมายความว่า รู้จักปฏิบัติกิจการ ให้เหมาะด้วยประการทั้งปวง “รู้เท่าไม่ถึงการณ์” เป็นคำติเตียนว่าเป็นความบกพร่อง
  5. ความซื่อตรงต่อหน้าที่ คือ ตั้งใจกระทำกิจการซึ่งได้รับมองให้เป็นหน้าที่ของตนนั้นโดยซื่อศัตย์สุจริต ใช้ความอุตสาหวิริยภาพเต็มสติกำลังของตนความมุ่งหมายให้กิจการนั้นๆ บรรลุถึงซึ่งความสำเร็จโดยอาการอันงดงามที่สุดที่พึงมีหนทางจัดไปได้
  6. ความซื่อตรงต่อคนทั่วไป “ป่าพึ่งเสือ เรือพึ่งพาย นายพึ่งบ่าว เจ้าพึ่งข้า” ความประพฤติซื่อตรงที่มีต่อคนทั่วไป รักษาตนให้เป็นคนควร เขาทั้งหลายจะเชื่อถือได้โดยรักษาวาจาสัตย์พูดอะไรเป็นนั่นไม่เหียนหันเปลี่ยนแปลงคำพูดไปเพื่อความสะดวกเฉพาะครั้งหนึ่งคราวหนึ่ง ไม่คิดเอาเปรียบใครโดยอาการอันเขาจะขันแข่งไม่ได้ ไม่ยกตนข่มท่าน ไม่หาดีใส่ตัวหาชั่วใส่เขา เมื่อผู้ใดมีไมตรีต่อก็ตอบแทนด้วยไมตรีโดยสม่ำเสมอ ไม่ใช้ความรักใคร่ไมตรีซึ่งผู้อื่นมีต่อเรานั้นเพื่อเป็นเครื่องประหารเขาเองหรือใครๆทั้งสิ้น
  7. ความรู้จักนิสัยคน ข้อนี้เป็นข้อสำคัญสำหรับผู้ที่มีหน้าที่จะต้องปฏิบัติกิจการติดต่อกับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่หรือผู้น้อย ต้องศึกษาและสังเกตให้รู้นิสัยความคิดความเห็น ชอบชังอะไร ประพฤติให้ต้องตามอัธยาศัยได้
  8. ความรู้จักผ่อนผัน ข้อนี้เป็นข้อสำคัญอันหนึ่ง ซึ่งปฏิบัติได้เหมาะได้ยากกว่าที่คาดหมาย เพราะฉะนั้นจึงผู้ที่ปฏิบัติได้ดีจริงๆได้น้อย มักจะเข้าใจผิดทั้ง 2 พวก พวกที่ 1 พวกเถรตรง อ้างตนว่าเป็นคนเคร่งในทางรักษาระเบียบแบบแผนไม่ผ่อนผันเสียเลย อาจเสียการงานได้ พวกที่ 2 ซึ่งเห็นว่าความผ่อนผันเป็นของสำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด เหมือนคนซื้อลา ถูกคนเขาหัวเราะเยาะได้
  9. ความมีหลักฐาน หมายถึง 3 ประการ คือ มีบ้านเป็นสำนักมั่นคง มีครอบครัวอันมั่นคง ตั้งตนไว้ในที่ชอบ
  10. ความจงรักภักดี แปลว่า “ความยอมสละตนเพื่อประโยชน์แห่งท่าน” คือ ถึงแม้ว่าตนจะต้องได้รับความเดือดร้อนรำคาญตกระกำลำบากหรือจนถึงต้องสิ้นชีวิตเป็นที่สุดก็ยอมได้ทั้งสิ้นเพื่อมุ่งประโยชน์อันแท้จริง ให้มีแก่ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

ปัจจุบันการบริหารจัดการและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์มีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆต่อองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน เพราะ ไม่ว่าองค์การหรือองค์กรจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปในทางใด ย่อมต้องเกี่ยวข้องกับตัวบุคคลทั้งสิ้น จึงกล่าวได้ว่า ตัวชี้วัดความสำเร็จอย่างยั่งยืนขององค์การหรืองค์กรนั้นอยู่ที่คุณภาพของบุคลากรหรือคน ก่อนที่องค์การองค์กรต่างๆ จะเริ่มเห็นความสำคัญของการจัดการทรัพยากรมนุษย์นั้น ” บุคคลเคยถูกมองเห็นว่าเป็นเพียงแค่ปัจจัยการผลิต หรือให้ความสำคัญเป็นแค่แรงงานหรือกำลังคน แต่ในปัจจุบันบุคคลได้รับการนิยามใหม่ พัฒนาความสำคัญเป็น ทรัพยากรมนุษย์

การออกแบบงาน (Job Designs) งานเป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างบุคคลและองค์การองค์กร และเป็นสิ่งที่บ่งบอกลักษณะทรัพยากรบุคคลที่ต้องการ ในการกำหนดงานจะต้องพิจารณาทั้งระบบ คือ การศึกษาองค์ประกอบขององค์การองค์กร องค์ประกอบของสภาพแวดล้อม องค์ประกอบด้านพฤติกรรม และสร้างงานขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายขั้นสุดท้าย คือ การเพิ่มผลผลิตที่มีคุณภาพเกิดความพึงพอในใจการออกแบบงาน

การบริหารทรัพยากรมนุษย์ท้องถิ่น เป็นกระบวนการที่มีการดำเนินการสรรหา การคัดเลือก การบรรจุบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมให้เข้าปฏิบัติงานในองค์การองค์กร หรือชุมชน พร้อมทั้งดำเนินการธำรงรักษาและพัฒนาให้บุคลากรมีศักยภาพในการปฏิบัติงานและมีคุณภาพชีวิตการทำงานที่ดีที่เหมาะสมตลอดจนเสริมสร้างหลักประกันเมื่อพ้นจากการปฏิบัติงานด้วย กระบวนการจัดการทรัพยากรมนุษย์ ประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ ตั้งแต่ การวางแผนกำลังคน การสรรหา การคัดเลือก การสัมภาษณ์ การตรวจสอบประวัติ การคัดเลือกขั้นตอนสุดท้าย การทดลองงาน การบรรจุและปฐมนิเทศ การฝึกอบรม การออกแบบโปรแกรมการฝึกอบรม การบริหารโปรแกรมการฝึกอบรม การประเมินผลการฝึกอบรม การประเมินผลการปฏิบัติงาน การจัดการและพัฒนาอาชีพ การบริหารค่าตอบแทนและผลประโยชน์เกื้อกูล ทุกกระบวนการจะยิ่งส่งเสริมประสิทธิภาพ ประสิทธิผลให้ทรัพยากรมนุษย์มีศักยภาพและเป็นทุนทางปัญญาสังคมที่สามารถเป็นมูลค่าเพิ่มในการสร้างสรรค์ผลงาน

จังหวัดตรัง มีเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาและองค์กรภาคเอกชน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 ถึงปัจจุบัน มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ศูนย์การศึกษาตรัง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง มหาวิทยาลัยรามคำแหง สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดตรัง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตตรัง มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต จังหวัดตรัง วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดตรัง วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีตรัง สภาอุตสาหกรรมจังหวัดตรัง หอการค้าจังหวัดตรัง มีความเห็นชอบร่วมกันโดยประสานความร่วมมือด้านการบริหารจัดการศึกษาให้เป็นไปตามมาตรฐานอุดมศึกษา ความร่วมด้านการประกันคุณภาพการศึกษา ตามมาตรฐานการศึกษาระดับอุดมศึกษา สถาบันอุดมศึกษามีพันธกิจหลักที่สำคัญ 4 ประการ คือ การผลิตบัณฑิต การวิจัย การให้บริการทางวิชาการ และการทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม และมีพันธกิจอย่างน้อยอีก 5 ประการที่จะสนับสนุนให้ขับเคลื่อนพันธกิจหลักบรรลุเป้าหมายได้ คือ 1. ปรัชญา ปณิธาน วัตถุประสงค์และแผนการดำเนินการ 2.กิจกรรมพัฒนานักศึกษา 3.การบริหารและการจัดการ 4.การเงินและงบประมาณ และ 5.ระบบและกลไกการประกันคุรภาพซึ่งพันธกิจหลักและพันธกิจสนับสนุนจะต้องทำงานเชื่อมโยงบูรณาการทุกเรื่องเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง จึงจะส่งเสริมการให้การจัดการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษามีคุณภาพได้

“ขออภัย” อยู่ระหว่างการเพิ่มเติมข้อมูล

ข้อมูล

การส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ (depa) : https://www.depa.or.th/th/smart-city-plan

 3,090 ผู้เข้าชมทั้งหมด,  5 ผู้เข้าชมวันนี้

ลายผ้าอัตลักษณ์ประจำจังหวัดตรัง

ตามที่กระทรวงวัฒนธรรมจะดำเนินการจัดทำหนังสือ “ภูษาศิลป์ จากท้องถิ่นสู่สากล” เนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเจริญพระชนมพรรษา 90 พรรษา ในวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2565 เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ทรงพระวิริยะอุสาหะปฏิบัติพระราชกรณียกิจในการส่งเสริมเรื่อง “ผ้าไทย” และสิ่งทอท้องถิ่นที่เกือบสูญหายไให้กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง และขอความร่วมมือให้แต่ละจังหวัดคัดเลือกลายผ้าอัตลักษณ์ประจำจังหวัด นั้น คณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกลายผ้าอัตลักษณ์ประจำจังหวัดตรัง มีมติเห็นชอบให้ “ลายแก้วชิงดวง” ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนทอผ้านาหมื่นศรี เป็นลายผ้าอัตลักษณ์ประจำจังหวัดตรัง และมีประกาศเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ทราบโดยทั่วกัน

สำหรับลายผ้า “แก้วชิงดวง” เป็นลายผ้าท้องถิ่นของผ้าทอนาหมื่นศรี ซึ่งเป็นผ้าทอพื้นเมืองของจังหวัดตรัง การทอผ้าที่บ้านนาหมื่นศรีมีประวัติยาวนาน จากเอกสารจดหมายเหตุ พระราชกิจรายวัน วันที่ 29 มิถุนายน 2458 กล่าวถึงในสมัยที่รัชกาลที่ 6 เสด็จจังหวัดตรังว่า “สมุหเทศาภิบาลมณฑล ได้ทรงจัดผ้าพรรณทุกอย่างซึ่งเป็นของทำในพื้นบ้าน เช่น ผ้ายก ผ้าราชวัตร ผ้าตาสมุก ผ้าคาด ผ้าเช็ดหน้า ถวายประทานแจกแก่ข้าราชการตามสมควร” และได้ปรากฏหลักฐานจากจดหมายเหตุว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ ร.ศ.128 ได้ทอดพระเนตรผ้าทอที่เมืองตรัง ข้อความตอนหนึ่งว่า “ใต้ถุนเรือนใช้เป็นที่หัดทอผ้ามีผู้หญิงมาหัดทอมาก” ย่อมแสดงว่าผ้าทอเมืองตรังมีมาก รวมทั้งในชุมชนนาหมื่นศรีด้วย ในจดหมายเหตุเดียวกันนี้ยังกล่าวถึงการใช้เงินของชาวเมือง ในวันที่ 13 พฤษภาคม ร.ศ.128 โดยยกตัวอย่างการขายผ้าว่า “เวลาบ่ายมีผู้หญิงนำผ้าขึ้นมาขายที่พลับพลา ได้ซื้อไว้ได้คนละหลาย ๆ ผืน ก็พอจะใช้นุ่งได้ ผ้าเช็ดปาก มักขายผืนละ 20 อัฐ ผ้าคาดผืนละ 70 อัฐ” ทั้งยังกล่าวถึงการแต่งกายของชาวตรังไว้เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ร.ศ.128 ว่า “ราษฎรที่มาดูโดยมากสวมทั้งชายหญิง ผมทราบว่าเป็นธรรมเนียมพวกผู้หญิงที่เมืองนี้ถ้าไปตลาดต้องสวมเสื้อ โรงเย็บจักรที่นี่มีอยู่ตั้งยี่สิบโรง ซึ่งเป็นพยานอยู่ว่าคนตรังพอใจสวมเสื้ออยู่โดยมาก”การทอผ้าของบ้านนาหมื่นศรีได้ขาดหายไปช่วงหนึ่งในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองและฟื้นคืนมาอีกครั้งเมื่อราว พ.ศ.2514 โดยยายนาง ช่วยรอด ยายผอม ขุนทอง ยายอิน เชยชื่นจิตร และยายเฉิ่ม ชูบัว ช่วยกันซ่อมแซมกี่ กับเครื่องมือเก่า ๆ ให้ใช้การได้แล้วลงมือทอผ้าด้วยความตั้งใจว่าจะให้ลูกหลานได้รู้จักผ้าทอและวิธีทอผ้าแบบดั้งเดิม ต่อมา นางกุศล นิลลออ บุตรสาวของยายนาง เป็นผู้รับช่วงกิจกรรมงานทอผ้า และสืบทอดต่อกันมาจนรุ่นปัจจุบัน

ที่มา : https://thainews.prd.go.th/RegionNews/RegionNews/Detail/TCATG220121114625788

ข้อมูล

หนังสือ ที่ ตง 0031/ว 1285 ลงวันที่ 10 มีนาคม 2565 เรื่อง การจัดทำหนังสือ “ภูษาศิลป์ จากท้องถิ่นสู่สากล” เนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชีนีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเจริญพระชนมพรรษา 90 พรรษา

 4,496 ผู้เข้าชมทั้งหมด,  6 ผู้เข้าชมวันนี้

Biosphere Design : การออกแบบพื้นที่ชีวิต

กระทรวงมหาดไทยมีบทบาทสำคัญในการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ให้แก่ประชาชนตามแนวทางของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และเป็นหน่วยงานหลักที่ขับเคลื่อนการพัฒนาเชิงพื้นที่ (Area Based) จึงได้เสนอการขับเคลื่อนแนวทางเขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy Development Zones : SEDZ) ด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ (BCG Model) ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนและภาคส่วนต่างๆ ในพื้นที่ ภาควิชาการในพื้นที่ร่วมพัฒนาและยกระดับทรัพยากรมนุษย์ ต่อยอดด้วยงานวิจัยและนวัตกรรมที่เหมาะสม โดยมีภาคเอกชนร่วมสนับสนุนการบริหารงานโครงการ วางแผน พัฒนาและต่อยอดผลผลิตต่างๆที่จะเกิดขึ้นจากความสมบูรณ์ของการพัฒนาพื้นที่มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อให้เกิดการกระจายความเจริญสู่ภูมิภาคด้วยการให้ความรู้ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงหรือทฤษฎีใหม่ ควบคู่กับการศึกษาถึงรากเหง้าภูมิปัญญาดั้งเดิม และเพิ่มพูนด้วยชุดความรู้ทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสมกับการแก้ไขปัญหาของพื้นที่และภูมิสังคม

เพื่อพัฒนาหรือยกระดับเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ เพื่อขจัดความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และเสริมสร้างความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เป็นแนวทางที่สอดคล้องและรองรับกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) ที่กำหนดปฏิบัติการ เพื่อให้ประเทศบรรลุวิสัยทัศน์ “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อความสุขของคนไทยทุกคน และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570) กำหนดหลักการสำคัญของการพัฒนาประเทศ 4 ประการ ได้แก่ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง แนวคิด “ล้มแล้วลุกไว” เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ โมเดลเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Model)

การขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio – Circular – Green Economy : BCG Model) : โมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งเป็นกรอบการพัฒนาเศรษฐกิจที่เข้มแข็งมีการพัฒนาต่อยอดจากจุดแข็งของประเทศเชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและสอดรับกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของประเทศไทยที่ได้ลงนามให้คำมั่นว่าจะร่วมกันบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ภายในปี พ.ศ. 2030

SDGs คืออะไร  หลังจากเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ ( Millennium Development Goals – MDGs ) ซึ่งต้องการเสริมสร้างมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ได้สิ้นสุดลงเมื่อปี 2015 นั้น องค์การสหประชาชาติ จึงจัดทำ เป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals –SDGs) ทั้งหมด 17 ข้อ มุ่งหวังจะช่วยแก้ปัญหาที่โลกกำลังเผชิญอยู่

เป้าหมาย 17 ข้อ ประกอบด้วย (1) ขจัดความยากจน (2) ขจัดความอดอยาก (3) สุขภาพและความเป็นอยู่ดี (4) การศึกษาคุณภาพ (5) ความเท่าเทียมทางเพศ (6) น้ำสะอาดและสุขาภิบาล (7) พลังงานสะอาดในราคาที่ซื้อได้ (8) อาชีพและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดี (9) อุตสาหกรรม นวัตกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน (10) ลดความเหลื่อมล้ำ (11) นครและชุมชนยั่งยืน (12) การบริโภคและการผลิตอย่างรับผิดชอบ (13) การปฏิบัติการเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ (14) การใช้ทรัพยากรในมหาสมุทรอย่างยั่งยืน (15) การใช้ที่ดินอย่างยั่งยืน (16) สันติภาพ ความยุติธรรม และสถาบันเข้มแข็ง (17) การร่วมมือกันเพื่อเป้าหมาย

สร้างสันติสุข เพื่อเสริมแนวคิด “ ไม่เป็นการทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

การออกแบบพื้นทีี่ชีวิต : Biosphere Design

ศาสตร์พระราชา

จากแนวพระราชดำริ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร หลักการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ

” … พระองค์ทรงมุ่งเน้นเรื่องการพัฒนาคน โดยตรัสว่า “ต้องระเบิดจากข้างใน” นั่นคือต้องสร้างความเข้มแข็งให้คนในชุมชนที่เราเข้าไปพัฒนา ให้มีสภาพพร้อมที่จะรับการพัฒนาเสียก่อน มิใช่การนำความเจริญหรือบุคคลจากสังคมภายนอกเข้าไปหาชุมชนหมู่บ้านที่ยังไม่ทันได้มีโอกาสเตรียมตัว

… ทรงใช้หลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” นั่นคือก่อนจะทำอะไร ต้องมีความเข้าใจเสียก่อน เข้าใจภูมิประเทศ เข้าใจผู้คนในหลากหลายปัญหา ทั้งทางด้านกายภาพ ด้านจารีตประเพณีและวัฒนธรรม เป็นต้น และระหว่างการดำเนินการนั้นจะต้องทำให้ผู้ที่เราจะไปทำงานกับเขาหรือทำงานให้เขานั้น “เข้าใจ” เราด้วย เพราะถ้าเราเข้าใจเขาแต่ฝ่ายเดียว โดยที่เขาไม่เข้าใจเรา ประโยชน์คงจะไม่เกิดขึ้นตามที่เรามุ่งหวังไว้ “เข้าถึง” ก็เช่นกัน เมื่อรู้ปัญหาแล้ว เข้าใจแล้ว ก็ต้องเข้าถึง เพื่อให้นำไปสู่การปฏิบัติให้ได้ และเมื่อเข้าถึงแล้ว จะต้องทำอย่างไรก็ตาม ให้เขาอยากเข้าถึงเราด้วย

… ดังนั้น จะเห็นว่าเป็นการสื่อสารสองทางทั้งไปและกลับ ถ้าสามารถทำสองประการแรกได้สำเร็จ เรื่อง “การพัฒนา” จะลงเอยได้อย่างดี เพราะเมื่อต่างฝ่ายต่างเข้าใจกัน ต่างฝ่ายอยากจะเข้าถึงกันแล้ว การพัฒนาจะเป็นการตกลงร่วมกันทั้งสองฝ่าย ทั้งผู้ให้และผู้รับ… ”

“การพัฒนาชนบทเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญ เพราะประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ คือ ชาวชนบท ต้องพิจารณาปัญหาในส่วนรวมก่อน ทำเมื่อไร ตอบว่า ทำเดี๋ยวนี้ ทำที่ไหน ตอบว่า อยู่ในชื่อของพัฒนาชนบทแล้ว ทำทำไม ตอบว่า ทำเพื่อมนุษยธรรม เมตตาต่อเพื่อนร่วมชาติ เพื่อความอยู่รอดของประเทศชาติ เพื่อความปลอดภัยและความก้าวหน้าของบ้านเมือง ทำอย่างไร ตอบว่าเรื่องนี้ปัญหามาก การให้ความต้องการพื้นฐานอย่างถนนหรือชลประทานเป็นเบื้องต้น แต่ความเจริญอื่นๆ ไม่ได้ตามเข้าไปทันทีย่อมเกิดผลร้ายได้ ต้องจัดการให้ความเจริญทุกสิ่งทุกอย่างเข้าไปพร้อมกัน…” พระราชดำรัสที่พระองค์พระราชทานแก่คณะผู้บริหารเร่งรัดพัฒนาชนบทระดับผู้ว่าราชการจังหวัด ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน เมื่อวันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2512

หลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงยึดหลักผลประโยชน์ของปวงชนและการพัฒนาคนเป็นสำคัญ นับเป็นกระบวนการทำงานแบบบูรณาการและกระบวนการคิดบนรากฐานของ ” การเข้าใจมนุษย์ “ ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมจากความเข้าใจ ศึกษาผู้คนด้วยการสังเกต (Design Thinking) คือ

  1. EMPATHIZE เข้าใจปัญหา เข้าถึงผู้คนและพื้นที่ “เดือดร้อนเรื่องอะไร” สิ่งที่มักจะตรัสถามเวลาเสด็จฯ เยี่ยมราษฎร แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงการให้ความสำคัญกับคนในพื้นที่เป็นอันดับแรกควบคู่กับการศึกษาและทำความเข้าใจสภาพสังคมและภูมิศาสตร์ของแต่ละพื้นที่ สะท้อนให้เห็น วิธีคิดแบบนักสัมคมและมานุษยวิทยา
  2. DEFINE ระบุความต้องการ ความเข้าใจปัญหาอย่างถ่องแท้ จะต้องทำงานร่วมกับความสามารถในการมองความสัมพันธ์โดยรวม เพื่อนำไปสู่การระบุความต้องการที่แท้จริงในขั้นตอนนี้ ทรงแสดงให้เห็นถึงวิธีคิดแบบนักวิเคราะห์และวิธีคิดเชิงระบบ
  3. IDEATE หาแนวทางแก้ปัญหา เมื่อระบุโจทย์ได้อย่างแม่นยำ การคิดหาทางเลือกจึงสามารถทำได้ ด้วยวิธีคิดแบบนักวิทยาศาสตร์และผู้สร้างนวัตกรรมที่ไม่ปิดกั้นความเป็นไปได้ โดยมีตัวช่วยสำคัญคือความรู้ในด้านต่างๆ และการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม ดังที่ทรงแสดงให้ประจักษ์แล้วว่า หากมีปัจจัยที่เอื้ออำนวยกับความรู้และความมุ่งมั่นเพียงพอ มนุษย์ก็ดัดแปรงสภาพอากาศให้ฝนตกลงมาได้
  4. PROTOTYPE พัฒนาต้นแบบ หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของกระบวนการออกแบบ คือ การพัฒนา “ต้นแบบ” สำหรับเปลี่ยนความคิดให้เป็นรูปเป็นร่าง ทั้งเพื่อทดสอบความคิดตั้งต้นและเพื่อนำไปทดสอบการใช้งานจริง ในขั้นตอนนี้ต้องอาศัยทั้งการค้นคว้าทางด้านเทคนิค และความคิดแบบไม่ยอมแพ้ หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นวิธีคิดแบบนักประดิษฐ์ โดยเราจะเห็นว่าหลักสำคัญของโครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ คือ ความเรียบง่ายและสมเหตุผล อันหมายถึงโอกาสในการนำต้นแบบไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างไม่รู้จบ
  5. TEST ทดสอบ เมื่อได้ต้นแบบแล้ว สิ่งสำคัญในการนำไปใช้จริงก็คือ วิธีคิดแบบนักทำ นั่นหมายถึงการประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เป็นจริงในพื้นที่ ด้วยความยึดหยุ่นและหวังผลในทางปฏิบัติ บวกกับการนำความรู้ใหม่มาปรับปรุงต้นแบบอย่างต่อเนื่องเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่แท้จริง นั่นคือการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนให้พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือ ภูมิปัญญาชาวบ้าน (Folk Wisdom หรือ Indigenous Knowledge) มีการบูรณาการเป็นพลวัตรตลอดเวลา เป็นสติปัญญาของมนุษย์ที่สามารถเลือกสร้างสรรค์ความรู้เก่าและความรู้ใหม่ เป็นภูมิปัญญาร่วมสมัย พัฒนาวิถีชีวิความเป็นอยู่ รู้รอดของมนุษย์ให้สมดุล กับความเป็นธรรมชาติและการอยู่ร่วมกันทางสังคม

ภูมิปัญญา หมายถึง ความคิด ความรู้ ความเชื่อ ที่สั่งสมสืบทอดต่อๆกันมาจากประสบการณ์ บทเรียน ที่กลั่นกรองอย่างมีแบบแผน อยู่ในวิถีการดำเนินชีวิตที่มีคุณค่า มีมูลค่า มีความเฉลียวฉลาดสามารถปราดเปรื่อง สกัดความรู้เดิมที่อยู่ในตัวคนเป็นองค์ความรู้ใหม่ ประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ และเป็นมรดกทางปัญญา เช่น ภูมิปัญญาการรักษาป่า ภูมิปัญญารักษาแม่น้ำ ภูมิปัญญารักษาและฟื้นฟูสภาพดิน ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ภูมิปัญญาศิลปวัฒนธรรม

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย มาตรา 46 กำหนดไว้ว่า “ให้บุคคลซึ่งรวมกันเป็นท้องถิ่นดั้งเดิมย่อมมีสิทธิอนุรักษ์ หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิปละหรือวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น และของชาติ และมีส่วนร่วมในการจัดการบำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลยั่งยืน”

ภูมิปัญญาไทย แบ่งได้ 11 สาขา คือ สาขาเกษตรกรรม สาขาอุตสาหกรรมและหัตถกรรม สาขาแพทย์แผนไทย สาขาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สาขากองทุนและะุรกิจชุมชน สาขาสวัสดิการ สาขาศิลปกรรม สาขาการจัดการองค์กร สาขาภาษาและวรรณกรรม สาขาศาสนาและประเพณี สาขาการศึกษา การถ่ายทอดภูมิปัญญาแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ แบบที่เป็นลายลักษณ์อักษรและแบบที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ภูมิปัญญาจึงนับเป็นความคิดทางสัมคม (Socail Thought) ที่สำคัญอย่างหนึ่ง ระบบภูมิปัญญามีลักษระสำคัญ 4 ประการ คือ 1.ความรู้และระบบความรู้ 2.การสั่งสมและการเข้าถึงความรู้ 3.การถ่ายทอดความรู้และระบบความรู้ 4.การสร้างสรรค์และปรับปรุงภูมิปัญญาความรู้

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการสืบเนื่องภูมิปัญญา คือ 1.ความรู้เดิมในเรื่องนั้นๆผสมผสานกับความรู้ใหม่ที่ได้รับ 2.การสั่งสม การสืบทอดความรู้ในเรื่องนั้น 3.ประสบการณ์เดิมที่สามารถเทียบเคียงกับเหตุการณ์หรือประสบการณ์ใหม่ได้ 4.สถานการณ์ที่ไม่มั่นคงหรืิอมีปัญหาที่ยังหาทางออกไม่ได้ 5.รากฐานทางพระพุทธศาสนา วัฒนธรรมและความเชื่อ 6.การถ่ายทอดภูมิปัญญาชาวบ้าน

บุญของคนไทย

มีเรื่องราวมากมายในประเทศไทยที่เราไม่รู้ หรืออาจคาดไม่ถึง เป็นเพราะการทรงงานหนักของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทุกวันที่ผ่านไปของคนไทยบนแผ่นดินนี้ คือ ความสุขสบายบนแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ ในขณะที่ทุกวันที่ผ่านมา คือ การทรงงานหนักและการคิดค้น ( K.I.N.G : K = Knowledge, I = Innovation, N = Nature, G = Great ) เพื่อหาวิธีทำให้แผ่นดินไทยเป็นแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ ร่มเย็นเป็นสุข เปรียบได้กับ พ่อ ที่ทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกๆ อยู่สุขสบายในบ้านหลังนี้ ไม่เพียงคนไทยที่ไม่อยากจากแผ่นดินไทยไปอยู่ที่อื่น เรายังได้เห็นชาวต่างชาติมากมายที่เข้ามาทำงาน เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย มีความประทับใจในบ้านเมืองของเรา และสุดท้ายก็ย้ายมาตั้งรกรากอยู่ในประเทศไทย

K = Knowledge ความรู้คู่พระบารมี การศึกษาพระราชทาน

โครงการแกล้งดิน – แกล้งดินให้เป็นดาว | โครงการบึงมักกะสัน – ผักตบรบน้ำเสีย | ทฤษฎีน้ำดีไล่น้ำเสีย – พระจันทร์ไล่น้ำ | ทฤษฎีการแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯอันเนื่องมาจากพระราชดำริ – น้ำไหลไฟดับ | โครงการแก้มลิง – ลิงบันดาลใจ | ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง – คู่มือการใช้ชีวิตแบบพอดี – พอดี | เกษตรทฤษฎีใหม่ – วิชาบริหารพื้นที่อย่างชาญฉลาด | โครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ – มันดีมาก | โรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์ – โรงเรียนของเราน่าอยู่ | ทุนพระราชทาน – เงินทุนจากพ่อ | โครงการพระดาบส – เรียนรู้โลกนอกห้องเรียน | โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา – ความอุดมสมบูรณ์เริ่มต้นที่นี่ | โครงการป่าไม้สาธิต – ป่าผืนแรกในพระราชดำริ | โครงการนาข้าวทดลอง – ในน้ำมีปลา ในวังมีข้าว | โครงการปลาหมอเทศและปลานิล – ปลาพระราชทาน | โครงการเกี่ยวกับนม – นมสดของคนไทย | โครงการทดลองผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิง – จากไร่อ้อยสู่พลังงานยั่งยืน | โครงการเกี่ยวกับผลผลิตการเกษตร – เพิ่มมูลค่าให้เกษตรกรรมไทย | ศูนย์การศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ – พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต | โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน – ความรู้กึ่งสำเร็จรูป

I = Innovation จุดประกายพัฒนา หน่วยงานพระราชดำริ

กังหันน้ำชัยพัฒนา – เติมลมหายใจให้แหล่งน้ำ | ฝนหลวง – ปฏิบัติการปั้นเมฆเป็นตัว | เสาวิทยุและสายอากาศสุธี – เสียงจากคนไกล | ทางคู่ขนานลอยฟ้าถนนบรมราชชนนี – เมื่อทางสะดวก | สะพานแขวนแหวนอุตสาหกรรม – บรรเทาทุกข์ | โครงการปรับปรุงถนนกรุงเทพฯ – หนทางคลี่คลาย | ถนนรัชดาภิเษก – ถนนดำเนินสะดวก | แก๊สโซฮอล์ ดีโซฮอล์ – เติมความหวังเต็มถัง | ไบโอดีเซล – มองใกล้ๆ แล้วคิดไกลๆ | เครื่องดักหมอก – การใช้ประโยชน์จากธรรมชาติเพื่อธรรมชาติ | เรือใบฝีพระหัตถ์ – ล่องกับเรือ เล่นกับลม | เส้นทางเกลือ – เกลือเปลี่ยนอนาคต | แกลบอัดแท่ง – Back to the Nature | BUDSIR พระไตรปิฎก ฉบับคอมพิวเตอร์ – ธรรมะเดลิเวอรี่ | หน่วยแพทย์พระราชทาน – ยาใจคนไกล | วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก – นิดนึงพอ | โรงสีข้าวตัวอย่างและการอนุรักษ์พันธุ์ข้าวไทย – ข้าวของใคร ใครก็หวง | หญ้าแฝก – เส้นหญ้าบังภูเขา | คณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) – บำบัดทุกข์ บำรุงสุข | มูลนิธิชัยพัฒนา – หน่วยพิเศษเพื่อการพัฒนา

N = Nature โครงการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ธุรกิจสินค้าการเกษตร

โครงการป่าเปียก – น้ำน้อยชนะไฟ | โครงการปลูกป่าแบบไม่ต้องปลูก – อยู่ห่างๆอย่างห่วงๆ | โครงการปลูกป่าสามอย่าง – ปลูกประโยชน์ | โครงการฝายชะลอน้ำ Check Dam – ฝายชะลอชีวิต | โครงการภูเขาป่า – เข็นน้ำขึ้นภูเขา | โครงการอนุรักษ์ป่าชายเลนและการประมงชายฝั่ง – น้ำพึ่งเรือ คนพึ่งป่า | โครงการอนุรักษ์สัตว์ป่า – สัตว์ป่าน่ารักษ์ | กองทุนบำบัดและใช้ประโยชน์จากขยะ – ความหวังบนกองขยะ | โครงการชลประทาน – หยอดน้ำใส่กระปุก | โครงการหลวง – ใครว่าท้อไม่ได้ | มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ – พวกเขาไม่ลำบาก | โครงการป้องกันภัยธรรมชาติ – ไม่หวั่นแม้วันมามาก | โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ – ธรรมชาติบำบัด | ผักและผลไม้เมืองหนาว – ปลูกเพื่อเปลี่ยน | ดอกไม้เมืองหนาวและไม้ประดับ – ดอกไม้ให้คุณ | สมุนไพร – ยาบำรุงใจ | ผลิตภัณฑ์แปรรูปตราดอยคำ – ของขวัญจากคนบนดอย | ผลิตภัณฑ์ดอยตุง – จากดอยสู่ดาว | โกลเด้น เพลซ (GOLDEN PLACE) – ร้านค้าทำเลทอง | โครงการธนาคาร โค-กระบือ – เจ้าทุยอยู่ไหน

G = Great พระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

การสื่อสาร – ทราบ แล้ว เปลี่ยน | ถ่ายภาพ – ภาพถ่ายเพื่อชีวิต | การศึกษา – เรียนเพื่ออนาคต | เกษตรกรรม – เมล็ดพันธุ์แห่งความหวัง | การแพทย์ – สุขกาย สบายใจ | ทหาร – จอมทัพไทย | การปกครอง – พ่อปกครองลูก | ศาสนา – เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม | จิตรกรรม – ศิลปินแห่งชาติ | ประติมากรรม – รูปหล่อเป็นลอง | พลังงาน – ก๊อกสองของน้ำมัน | ต่างประเทศ – ความสำคัญของความสัมพันธ์ | วิศวกรรมและการออกแบบ – ประโยชน์ใช้สวย | อุตุนิยมวิทยา – เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย | วรรณกรรม – งานเขียนของพ่อ | กีฬา – ขวัญใจนักกีฬา | ดนตรี – ดนตรีในหัวใจ | แผนที่ – ตามแผนที่วางไว้ | เศรษฐกิจ – พอเพียงก็เพียงพอ | ครอบครัวและชุมชน – Live Strong

ทศพิธราชธรรม ๑๐ หลักการทรงงานและการน้อมนำมาปฏิบัติ

ทาน – เริ่มต้นจากการให้ อากัปกริยาอันยิ่งใหญ่ของคนไทย คือ การให้ มูลนิธิชัยพัฒนาประกาศไม่เรี่ยไร พระองค์ห้ามไม่ให้มูลนิธินี้เรี่ยไร แล้วถามว่าจะเอาเงินมาจากไหน พระองค์รับสั่งว่าเวลาที่ไปเรี่ยไรเขา เขาเต็มใจให้หรือเปล่าไม่รู้ เขาให้ด้วยความเกรงใจหรือถูกบังคับมาให้ก็ได้ ถ้าเรี่ยไรเราทำอะไร เราก็ต้องเล่าให้เขาฟัง เมื่อเขาศรัทธาแล้วเขาก็ให้เอง ให้โดยไม่หวังผลตอบแทนไม่จำเป็นต้องเป็นวัตถุ ให้น้ำใจ ให้รอยยิ้มสักนิดไม่ต้องลงทุนอะไร พบใครก็ยิ้มให้เขา พระองค์นั้นทรงให้หมดทุกอย่าง เคยรับสั่งไว้ครั้งหนึ่งว่า บ้านเมืองเราสามารถรอดมาอยู่ทุกวันนี้ได้แม้ปรากฎการโดมิโน (Domino Effect) มาอยู่ที่เมืองไทยหลังจากเวียดนาม ลาว เขมรแตกสลายแล้ว แต่ก็ไม่มีผลกับไทย สาเหตุเพราะคนไทยเรายังให้กันอยู่ ซึ่งตรงกับทศพิธราชธรรมข้อที่ ๑ การเป็นข้าราชการที่ดีต้องรักการให้ ให้บริการแก่ประชาชน ให้เวลากับงาน ให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามีโดยไม่หวังประโยชน์อะไรตอบแทน ทุกคนมีส่วนเกินที่จะให้สังคมทั้งนั้น

ศีล – ศีลเป็นหลักพื้นฐานของการดำรงชีวิตของมนุษย์ เราชอบหรือไม่ ให้ใครมาฆ่าเรา ให้มาโกหก ใช้ยาเสพติด ขโมยของ ละเมิดภรรยาและบุตรของเรา แมลงตัวหนึ่งพระองค์ก็ไม่ฆ่า ๓๕ ปี เข้าเฝ้าฯถวายงานมาตลอด ทรงปัดแมลงออก ออกจากป่ามา พระพักตร์ผ่องออกมา พวกเรามีแต่ซากแมลงติดมาเต็มเลย ทากกัดพระองค์ ก็หยุดรถเอาทากปล่อยข้างทาก เพราะฉะนั้น ขอให้ยึดมั่นในศีล ๕ ข้อ

บริจาค – แปลว่า ให้อีกแล้ว ความยิ่งใหญ่อยู่ที่การให้ ต่างกันอย่ารไรระหว่าง ทาน คือ ให้เพื่อให้ไป ไม่สนใจว่าเขาจะให้กลับคืน แต่ บริจาค คือ ให้ของเล็กเพื่อประโยชน์ที่ใหญ่กว่า ยกตัวอย่าง บริจาคคนละ ๕-๑๐ บาท ได้โรงเรียน โรงพยาบาลกลับมา ทุกอย่างทุกครั้งที่เราทำอะไร สำหรับส่วนรวมที่มันใหญ่กว่าตัวเรา อันนี้ คือ ความหมายของ คำว่า บริจาค

ความซื่อตรง – คำนี้ยิ่งใหญ่ เพราะนำมาแก้โรคประจำชาติ ในขณะนี้ เมื่อเราเป็นข้าราชการ เรารับงานจากพระองค์รับสั่งว่า ใครอยากรวยให้ลาออกจากราชการไปประกอบธุรกิจ พระองค์ไม่ทรงห้าม แต่เมื่อตัดสินใจเข้ามารับราชการแล้ว เราต้องทำในสิ่งที่ถูกต้องและหากเราอยู่อย่างพอดี อยู่อย่างไม่ต้องสนใจอะไรนัก มีเท่าไหร่ก็อยู่เท่านั้น ใครมีฐานะพอเอื้อ อำนวยได้ก็จะอยู่แบบดีหน่อย ใครมีเฉพาะเงินเดือนต้องพยายามบริหารจัดการดีๆ ความจริงก็อยู่ได้ไม่จำเป็นต้องโกง

ความอ่อนโยน – การเป็นผู้นำต้องอ่อนน้อมถ่อมตน พระองค์ทรงคุกเข่าต่อหน้าประชาชน นั่งพับเพียบกับพื้นคุยกับประชาชน แล้วมาดูที่เราทำได้ไหมทรงทำเป็นแบบอย่าง แม้กระทั่งภาพ ยายตุ้มที่มาถวายดอกบัวที่เหี่ยวอยู่ในมือ แสดงว่ามารอตั้งแต่เช้าได้เข้าเฝ้าฯ ตอนบ่าย ไม่ประทับนั่งแต่ทรงก้มไปจนพระพักตร์พระองค์กับหน้าของยายตุ้มแทบจะแนบชิดกันเรียบร้อย มารยาทอ่อนน้อมถ่อมตน ท่านทั้งหลายจึงต้องจำไว้ว่า ยิ่งใหญ่เท่าใดสูงเท่าใด ยิ่งต้องลงให้ต่ำเท่านั้น พญาอินทรีเวลาบินอยู่สูงเพียงไรสายตาจะมองข้างล่าง ข้าราชการชั้นผู้น้อยนั้นมองขึ้นข้างบนจะได้รู้นโยบายขององค์กรไปทางไหน นายไปทางไหนจะได้ตามถูก แต่ตัวนายต้องมองข้างล่าง ยิ่งสูงเท่าใด ยิ่งต้องมองต่ำ เพราะ ปัญหาอยู่ข้างล่าง ผู้ร่วมงานอยู่ข้างล่าง

ความเพียร – ตอนบวชอยู่วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ถามอาจารย์เจ้าคุณระแบบ ว่า ตปํ (ตะปัง) แปลว่าอะไร ท่านแปลว่า เจตนารมณ์อย่างแรงกล้า พระองค์ทรงมีความเพียร ไม่ว่าฝนตกแดดออก เสด็จฯไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจอย่างหนัก ๗๐ ปี จนกระทั่งพระวรกายไม่สมบูรณ์แข็งแรง ภายหลังประชวร และจากนั้นพระราชดำเนินไม่ได้ต้องประทับรถเข็นพระที่นั่งแล้วก็ค่อยๆ ประชวรเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ เพราะ ตรากตรำทรงงานเป็นเวลา ๗๐ ปี

ความไม่โกรธ – วันหลังใครจะโกรธแนะนำให้นั่งส่องกระจกสังเกตตนเอง ผมโมโหแต่ไม่ค่อยโกรธ โมโหเดี๋ยวก็หายอย่าไปใส่ใจ เกลียดอะไรต่ออะไรมันทรมานใจเรา มันไม่ได้ทรมานใจคนอ่น เพราะ ฉะนั้นคุมสติให้ดี

ความไม่เบียดเบียน – ถ้าเบียดเบียนกันไปเบียดเบียนกันมาไม่รู้จบ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้มีการยิงและระเบิดกันไปกันมา ฆ่ากันอยู่อย่างนี้ สงครามต่างๆทั่วโลก แล้วมีใครมีความสุขหรือไม่ บ้านแตกสาแหรกขาด เพราะ ฉะนั้น อย่าเบียดเบียนกัน

ความอดทน – อย่าหวังเลยชีวิตเรานั้นเต็มไปด้วยความสุข ทุกข์ สุขมันจะสลับกันอยู่อย่างนี้ ขันติ แปลว่า อดทน และเฉยกับความสุขและความทุกข์ที่เกิดขึ้น ถูกวิพากษ์วิจารณ์ก็เฉย เมื่อนิ่งแล้วทุกอย่างจะผ่านไป ไม่ต้องอดทน เพราะ มันต้องฝืนใจ มันทำยาก เฉยดีกว่า ทำง่ายกว่าอดทน

ความเที่ยงธรรม – ไม่ยอมทำผิดไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้ง กฎหมาย ประเพณี ความเชื่อ ให้ดำรงตนอยู่ในความถูกต้องตลอดเวลา

พระองค์ มีรับสั่งว่า “พระมหากษัตริย์ไม่ได้นั่งอยู่บนบัลลังก์อย่างเดียว ข้าพเจ้าคิดว่า ข้าพเจ้าทำสิ่งต่างๆ ที่คิดว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศเท่านั้นบางที่ประโยชน์อาจเป็นส่วนเล็กๆที่เป็นประโยชน์ขอให้ทำ ถ้าทุกคนทำแต่สิ่งที่มีประโยชน์บ้านเมืองก็จะสงบเจริญ ท่านเตือน เรื่อง ทำเพื่อส่วนรวม ทำเพื่อประเทศชาติ ความเจริญของประเทศชาติ คือ ของส่วนรวม เกิดจากการกระทำ เราทุกคนมีหน้าที่รับผิดชอบเมือง แล้วอย่าบอกว่านี่เป็นหน้าที่รัฐบาล คนนั้นคนนี้ไม่ใช่ แต่เป็นเราทุกคน เพราะฉะนั้นต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ใครถนัดอย่างไหนทำอย่างนั้น ไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างเหมือนกัน แล้วพอประกอบส่วนขึ้นมาบ้านเมืองก็อยู่ได้ เมื่อเราอยู่ได้ลูกหลานก็อยู่ได้ นี่คือส่วนรวม ถ้าเราทิ้งขยะสักชิ้นหนึ่งเท่ากับทิ้งใส่หน้าเรา เพราะเราก็อยู่ในแผ่นดินนั้น ไม่ได้ไปไหน ให้ยึดมั่นผลประโยชน์แผ่นดิน ความถูกต้องเป็นธรรมเป็นสิ่งสำคัญของการปฏิบัติงานของข้าราชการ เพราะ การยยึดมั่นทำให้จิตใจพากเพียร ปฏิบัติให้บรรลุและสามารถป้องกันความผิดพลาดเสียหายได้ ข้าราชการไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใดสำคัญทั้งนั้น ทุกคนต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน หมอผ่าตัดมือเยี่ยมแต่ไม่มีพยาบาลคอยส่งเครื่องมือให้หมอจะผ่าตัดไม่ได้ ดังนั้น ต้องปฏิบัติด้วยความเข้มแข็ง เสียสละและระมัดระวังให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างถูกต้องเที่ยงตรงระลึกถึงสิ่งที่ทำอยู่เสมอว่า สิ่งที่ทำเป็นทุกข์สุขของประชาชน เพราะอาจจะทำให้เจริญหรือเสื่อมก็ได้”

Note : การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กับการท่องเที่ยวเชิงความรู้ (Knowledge Based Travel) และการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomic Tourism)

ข้อมูล

หนังสือสำนักงานจังหวัด ที่ ตง 0017.2/ว 263 ลงวันที่ 17 มกราคม 2565 เรื่อง ประชาสัมพันธ์โครงการขับเคลื่อนแนวทางเขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง (SEDZ) ด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่

นิตยสารคิด Creative Thailand สร้างเศรษฐกิจไทยด้วยความคิดสร้างสรรค์ “ก้าวตาม ๙ ถอดวิธีคิดเชิงออกแบบ” ธันวาคม 2559 ปีที่ 8 ฉบับที่ 3

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พีระพงศ์ ภักคีรี (2562) การบริหารงานท้องถิ่นกับภูมิปัญญาไทย (Local Administration With Thai Wisdom) : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง

หนังสือ ชุด K.I.N.G. By ทีม a day และ คณะทำงาน www.weloveking.org

วารสารอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ปีที่ 19 ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม 2564

 4,973 ผู้เข้าชมทั้งหมด,  5 ผู้เข้าชมวันนี้

รวมแนวคิด อธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต 2021

รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต

ทิศทางมหาวิทยาลัยสวนดุสิต https://youtu.be/qnMtCybVPJM

ปิดประตูฟัง “อธิการบดี” พูด https://youtu.be/ltKhyaxgACk

ตัวตนของผู้บริหาร https://youtu.be/H2YAgY8uxZk

มองแบบผู้บริหารสถานศึกษา https://www.youtube.com/watch?v=zXQUsDozyEQ

คิดและทำอย่างผู้บริหารสถานศึกษา https://youtu.be/VSU_rdLUaqk

ผู้บริหารยุคใหม่ https://youtu.be/t71BjmhTtv8

การอบรม Hybrid Teaching https://youtu.be/erV68xPzRZ8

อุดมการณ์แห่งวิชาชีพผู้บริหาร https://youtu.be/iQ2FwuikRoM

ครูยุคใหม่ https://youtu.be/Avea2Ip7rIQ

ผู้บริหารในยุค New Normal https://youtu.be/umBqqH2IL8s

ครูในศตวรรษที่ 21 https://youtu.be/wLGOvVRSVuo

นโยบายการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ https://youtu.be/AjW3LIBpmMc

การพัฒนาตนเองของผู้บริหาร https://youtu.be/ed9DSIG5DaI

นโยบายอธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต https://youtu.be/wM9di0ssVsw

การพัฒนาสมรรถนะบุคลากรสายวิชาการสู่การเป็น SDU SMART Lecturers https://youtu.be/KoLVLZACEks

วิถีชีวิตใหม่ของ”ครู” https://youtu.be/D0qu1015mnM

“ใจ”ของผู้บริหาร รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน https://youtu.be/2YYF7EQ5VBU

จิบกาแฟ : ขอที่ยืนในสวนดุสิต https://youtu.be/VxmxTiCoJDQ

ผู้นำแห่งยุคสมัย https://youtu.be/Nd9Pxk7vmls

ผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 https://www.youtube.com/watch?v=dw7opEq9-go

ข้อมูล : มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

 5,680 ผู้เข้าชมทั้งหมด,  2 ผู้เข้าชมวันนี้

Disruption : Ture Disruption : Disruptor

ผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 : รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต

https://www.youtube.com/watch?v=dw7opEq9-go

ภาวะผู้นำในยุคการเปลี่ยนแปลง : รศ.ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ รองอธิการบดีฝ่ายแผนฯ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ

https://www.youtube.com/watch?v=XO-4nQnZFpY

The Creative : มุมมองของนักคิด

มองโลกการทำงานในอนาคต แบบ 5 10 และ 15 ปีจากนี้ การปะทะกันของคนหลาย Generation ในสำนักงานทุกวันนี้ ที่ต่างคนต่างมีทัศนคติ ความเชื่อ เป้าหมาย และพฤติกรรมในการทำงานที่ต่างกัน อาจเป็นความท้าทายอันดับต้นๆ ขององค์กรยุคใหม่ที่ต้องก้าวให้ทันความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว เมื่อก้าวเข้าสู่ทศวรรษใหม่ที่ดูจะผ่านเราไปอย่างรวดเร็วกว่าทุกช่วงเวลาที่ผ่านมา อนาคตในการทำงาน ที่ไม่ว่าจะเป็นอนาคตที่ไกลออกไปหรือใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด และไม่ว่าคุณจะอยู่ในบทบาทไหน ทุกคนต้องก้าวออกไป แต่จะก้าวไปอย่างไรนั้น หากเราได้รู้เท่าทัน นั่นย่อมเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เราจะได้เตรียมตัว

อนาคตสำหรับเราทุกวันนี้ต้องมองไปไกลกว่าแค่การคาดการณ์เทรนด์ เราต้องเริ่มต้นจากงานวิจัยในอดีตเพื่อที่จะวิเคราะห์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต ทั้งในเชิงของสังคมและความเป็นอยู่ เพื่อที่เราจะได้สร้างเมืองรวมถึงผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ตอบโจทย์กับวิถีชีวิตของคนในอนาคตจริงๆ การมีกรอบความคิด กรอบการทำงาน ในการดูและติดตาม ไม่ว่าจะเป็นประเด็นทางด้านกฎหมาย การเมือง การปกครอง และเทคโนโลยี

เราคาดการณ์อนาคตไปก็เพื่อตอบสนองความต้องการของคน ในขณะที่ทุกวันนี้ในที่ทำงานแต่ละแห่งถือว่ามีคนหลาย Generation มากเราก็จะเห็นกันอยู่บ้างว่า คนเจนเอ็กซ์กับเจนวาย (Generation X & Generation Y) มีจำนวนมาก มีความใกล้เคียงกันในช่วงวัย เจนเอ็กซ์จะไปเปลี่ยนระบบมากก็ไม่ได้ เพราะเรายังมีรุ่นเบบี้บูมเมอร์ที่เคารพ มีการคาดการณ์ไว้ว่าในช่วง 10 ปี ของอนาคตของการทำงานมันจะยังอยู่ในช่วงที่เราเรียกว่า The Battle of X and Y กับเบบี้บูมเมอร์ ด้วยเหตุที่ว่าเราอยู่ในการทำงานร่วมกันทั้งหมด

หรือการที่เราเคยคิดว่าคนเจนวาย (Generation Y) คือ Disruptor คือ ผู้ที่สร้างจุดเปลี่ยน ผู้ก่อกวน หรือ ผู้ทำลาย แต่สำหรับเรา เราคิดว่าไม่ใช่ เราคิดว่าเขา คือ Explorer (นักสำรวจ) ต้องการที่จะทดลอง อยากออกจากขอบเขตหรือโดเมนที่เขาอยู่ แต่คนที่จะเป็น Disruptor ตัวจริง คือ คนเจนซี (Generation C )ขึ้นไป “เจนเนอเรชั่น ซี” โดยเป็นการรวมกลุ่มประชากรใน “Gen Y” และ ”Gen Z” เข้าด้วยกัน

และหลังจาก 20 ปี ต่อจากนี้ เราน่าจะเห็น True Disruprion คือ การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง และในวันนี้การเปลี่ยนแปลงที่ความชันไม่ได้ชันมากนัก เหตุเพราะว่า ถึงแม้คนเจนวาย (Generation Y) อยากจะเปลี่ยน แต่เรายังมีกรอบแห่งกฎหมายที่จำเป็นต่อวัฒนธรรม ประเพณีที่ดีงาม ที่ทำให้ไม่สามารถทะลุออกไปได้แม้เราจะมีโดรน ดังนั้น การพิพาทกันต้องหาความสมดุลร่วมกันอยู่

การปรับตัวให้ทันกับการ Disrupt ของเทคโนโลยีต่างๆ ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงงานหรือองค์กร ประเด็นแรกถ้าเกิดมีการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ควรทำ คือ การรีบเข้าไปเรียนรู้ เวลาที่มีอะไรใหม่ๆเข้ามา สื่อมักจะมีความสำคัญในการส่งสาร และถ้ามองแบบองค์รวม จะรู้ว่ามีเทคโนโลยีสร้างงานใหม่ มันสามารถสร้างผลทางบวกได้มากขึ้น ใช้คำว่า “Net Positive Jobs”

กระบวนการเปลี่ยนจากแรงงานที่จะไม่มีงานแน่ๆ ไปสู่งานในอนาคต จะเกิดขึ้นได้อย่างไร : จะต้องเริ่มต้นที่ตัวเอง สิ่งแรกที่ควรต้องทำ คือ ต้องรู้จักเรียนรู้ให้เป็นก่อน เช่น

  • การเรียนออนไลน์ที่มีหลักสูตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อพัฒนา SkillsFuture
  • ให้ความสำคัญต่อการสร้าง new skill, re skill และ up skill เพื่อเตรียมความพร้อมกับ skill set
  • ในระดับองค์กรเพิ่มการมีกระบวนการแบ่งปันองค์ความรู้ให้เป็นระบบ
  • เป็นตัวกลางการเรียนรู้และสนับสนุนส่งเสริมการเรียนรู้ใหม่ๆ
  • การให้เหรียญรางวัล หรือ ประกาศคุณวุฒิ เป็นเครดิตให้คนเรียนรู้ เพื่อเอาไปทำอย่างอื่นต่อ
  • เปลี่ยนสถานที่เดิมให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทั้งเก่าและใหม่เพื่อคิดกิจกรรมดีๆ (Co-Working Splace)
  • ริเริ่มการบรรจุทักษะจำเป็นที่ต้องเรียนในระบบคุณภาพ เช่น การย้อนกลับมาเรียนอะไรที่เป็นทักษะพื้นฐานที่ไม่เคยเรียนมาก่อน
  • พัฒนาตนเองถึงวัยเกษียณ หรือจะต่อยอดไปถึงสังคมผู้สูงวัยที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี

แปลว่า แรงงาน คนทำงานยุคใหม่ต้องมีทักษะสำหรับอนาคต จึงจะอยู่รอดได้ในองค์กร

“เป็นคนที่สามารถตัดสินใจได้แล้ว เขาไม่จำเป็นจะต้องเรียนรู้เพิ่ม คนอื่นต่างหากที่ต้องเรียนรู้ให้ทันเขา มันก็เลยมาสอดคล้องกับงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ทำ คือ ในช่วง 5 ปี ข้างหน้า แรงงานกลุ่มไหนที่มีความเสี่ยงจาก Digital Disruption และความเสี่ยงในเชิงเศรษฐกิจมากที่สุด ซึ่งปรากฎว่า คือ กลุ่มคนที่มีอายุ 40-55 ปีขึ้นไป ที่มีความเสี่ยงสูง”

ทักษะไหนบ้างที่เราควรจะมีเพื่อลดความเสี่ยงในการทำงานและการใช้ชีวิตนับต่อจากนี้

เราต้องมองสองด้าน ทั้งความรู้ทางธรรม ความดี ความชั่ว และความรู้ทางโลกแห่งการพัฒนาทักษะ ด้านหนึ่ง คือ Hard Skill หรือทักษะที่ตอบโจทย์กับงานนั้นๆได้ ซึ่งหากถามถึง Hard Skill ในแต่ละปี คำตอบก็จะต่างกันออกไป แต่ในอีกด้านหนึ่ง คือ Soft Skill หรือ ทักษะที่ทำให้คุณทำงานนั้นได้ดี ปรับตัวดี ปรับใจดี ปรับอารมณ์ดี ถ้าถามเมื่อ 5 ปีที่แล้ว กับ ถามใหม่ปีนี้ ก็ยังคงมีคำตอบบางคำตอบที่เหมือนกันและใช้ได้อยู่ เช่น

  1. ความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่ (Learning Ability) และ การไม่ยึดติดกับความรู้หรือความเชื่อเดิมมากไป (Unlearning Ability) คือ รู้ได้ก็ต้องสามารถเลิกรู้ในสิ่งเก่าได้ ไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นติดกรอบแบบเดิมๆ
  2. การสื่อสารและการทำงานร่วมกับผู้อื่น จะเป็นส่วนที่คลาสสิคมากๆ เพราะ มันชัดเจน ว่า ศาสตร์และศิลป์ วิทยาการต่างๆ ได้เกิด การบูรณาการกัน น้อยคนนักที่จะรู้ทุกอย่างแบบลึกซึ้งในเวลาเดียวกัน เราอาจจะรู้ลึกๆ หนึ่งเรื่อง เราจึงต้องสามารถทำงานร่วมกับคนอื่นให้ได้
  3. ความคิดสร้างสรรค์ในเชิงไอเดีย การแก้ปัญหาใหม่ การแก้ปัญหาที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่ง Soft Skill 3 อย่างนี้ เป็นทักษะสำคัญในทุก Gen ที่กำลังจะเข้ามาเป็นกำลังของชาติ สร้างพลัง และเกิดแรงเกิดงานหลักของประเทศ

“เป้าหมายขององค์กรยุคใหม่ที่ควรจะมีเพื่อที่จะประคับประคองตัวเองต่อไปได้ในอนาคต คือ ความยั่งยืน เพราะฉะนั้น ก็ต้องทำให้คนมีความรู้และเพิ่มขีดความสามารถมากขึ้น แล้วอนาคตของการทำงาน ในอีก 5 ปี 10 ปี 15 ปี จะต้องวางแผนให้ตัวเอง หรือแม้แต่ให้ลูกหลานที่จะเติบโตขึ้นมา เราก็จะเห็นแนวทางแล้วว่าโลกจะเป็นไปแบบไหน เราควรจะวางแผนไปในทางใดถึงจะดีที่สุด”

“เรามีห้องเพื่อไปเรียนเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เรามีห้องหรือพื้นที่ในการประชุมหรือทำงานบางอย่างร่วมกัน และมีพื้นที่ประจำสำหรับตัวเองและพื้นที่ข้างนอกแต่ไม่ได้เป็นที่ประจำ เราทำงานที่ไหนก็ได้ และงานต้องสำเร็จภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด คุณค่าหลักที่เราควรยึดถือสำหรับการทำงานในวันนี้ ความรับผิดชอบต่อองค์กรและสังคม รวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับองค์กรทั้งหมด เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เราอยากได้ คนเก่งก็ใช่ แต่ถ้าคนเก่งคนนั้นมีแง่ความรับผิดชอบต่อสังคมและองค์กรที่ไม่ถูกต้อง คนนั้นจะมีโอกาสที่จะถูกออกจากองค์กรคนแรก เพราะ ทักษะทีี่ดีทั้งหมด เราสอนได้ เรียนรู้ได้ แต่ การได้ เกรด 4.00 มาจากมหาวิทยาลัย ไม่ค่อยสำคัญแล้ว และในส่วนของความรับผิดชอบต่อสังคม นั้นคือ สิ่งที่อยู่ข้างในจิตใจ

Digital Disruption

Digital Disruption การเปลี่ยนแปลงและการปรับตัว คือ อะไร ความหมายแบบตรงตัว คือ การเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันทันทีด้วยดิจิทัล ขยายความได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีดิจิทัลที่พัฒนาขึ้นถึงจุดที่สร้างนวัตกรมมใหม่ให้เกิดขึ้น ทั้งผลิตภัณฑ์ แพลตฟอร์ม หรือ โมเดล และเกิดผลกระทบต่อมูลค่าของสินค้า บริการ หรือผลิตภัณฑ์เดิมที่มีในตลาด

การมาถึงของนวัตกรรมดิจิทัล บางครั้งถูกมองเป็น Digital  Disruption ซึ่งมีการถกเถียงกันเป็นวงกว้าง บ้างมองว่าเป็นโอกาสในการพัฒนาสู่สิ่งใหม่ๆ ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งมองว่าเป็นการทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจสังคมแบบดั้งเดิมเดิมถูกทำลายลง 

  • Digital Disruption คือการเกิดขึ้นของนวัตกรรมใหม่ที่เปลี่ยนรูปแบบ วิธีการ รวมถึงพฤติกรรมของคนในสังคมใดสังคมหนึ่งไปอย่างฉับพลัน
  • โมเดลของนวัตกรรมที่ถือเป็น Disruptive ต้องทำให้เกิด 3 สิ่งขึ้น คือ เกิดผลลัพธ์จากรูปแบบหรือโมเดลนั้น สามารถตีตลาดใหม่ได้ และเกิดขึ้นบนพื้นฐานของความเป็นดิจิทัล (Digital Based Model)
  • การเกิด Digital Disruption เป็นไปได้ใน 3 โมเดล คือการเปลี่ยนความต้องการของตลาด เปลี่ยนการใช้จ่าย และเปลี่ยนการติดต่อสื่อสาร
  • เมื่อโมเดลของ Digital Disruption ประสบความสำเร็จ จะสร้างผลลัพธ์ 3 ข้อคือ เกิดการเปลี่ยนแปลงในตลาด เกิดการเปลี่ยนแปลงในวัฏจักรและการหมุนเวียนในตลาด และเกิดการเปลี่ยนแพลตฟอร์มการให้บริการ สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อโมเดลธุรกิจดั้งเดิม ที่จะถูกทำลายลง

Highlight 

  • พื้นที่การเกษตรในการผลิตอาหารจะลดลง ในขณะที่ความต้องการอาหารมากขึ้น นวัตกรรมด้านอาหารจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็น
  • โปรตีนจากแมลง (Insect-based Protein) และพืช (Plant-based Protein) จะได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะมีความ Sustain มากกว่าโปรตีนจากเนื้อสัตว์ทั่วไป 
  • แรงกระเพื่อมทางสังคมที่สำคัญคือ Active Citizen ที่เห็นปัญหาจากการรับประทานเนื้อสัตว์ เสียงเรียกร้องต่างๆ จะส่งผลกระทบให้โปรตีนทางเลือกได้รับความสำคัญมากขึ้น
  • ทุกคนจำเป็นต้องกินอาหารเพื่อดำรงชีวิตโดยมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงมาตามยุคตามสมัย และปัจจุบันก็เป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้อาหารของโลกอาจพลิกโฉมจากหน้ามือเป็นหลังมือในอนาคต
  • ภายใต้การพัฒนาด้านอาหาร ตัวอาหารบางประเภทอาจมีองค์ประกอบบางอย่างเพิ่มสูงขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม เช่น อาหารที่มีแคลเซียมสูงเพื่อแม่ที่ให้นมลูก อาหารที่มีโปรตีนเพื่อผู้ออกกำลังกาย อาหารบำรุงสมองสำหรับคนทำงานติดหน้าจอ
  • อุตสาหกรรมอาหารของไทย ถือเป็นข้อได้เปรียบอย่างมาก ไม่ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร คนย่อมต้องสรรหาอะไรเพื่อรับประทาน หากเราสามารถกำหนดยุทธศาสตร์ประเทศได้ดีและได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ประเทศไทยอาจเปลี่ยนเป็นหนึ่งในมหาอำนาจทางอาหารของโลกได้

เปลี่ยนโลกธุรกิจอาหาร

ซูเปอร์มาร์เก็ตจะขายเมนูเนื้อสุดฉ่ำจากแมลง คาเฟ่แถวบ้านจะใช้หุ่นยนต์ชงกาแฟแทนบาริสต้า หรือภัตตาคารที่เลิกใช้พนักงานเสิร์ฟอาหาร นี่เป็นตัวอย่างความเปลี่ยนแปลงของธุรกิจอาหารที่เราอาจได้เห็นในอนาคตอันใกล้ จากความก้าวหน้าของ “เทคโนโลยีและนวัตกรรมอาหารและเครื่องดื่ม (FoodTech)” ซึ่งไม่เพียงแค่สินค้าประเภทใหม่ๆ ที่เราจะได้ลิ้มลองเท่านั้น แต่ FoodTech ยังรวมไปถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับกรรมวิธีการผลิต การจัดจำหน่าย ตลอดจนการให้บริการธุรกิจร้านอาหาร ให้มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ความต้องการของตลาดมากกว่าที่เคย

  • PROTEIN ALTERNATIVE ‘โปรตีนทางเลือก’ จากธรรมชาติ
  • SYNTHETIC FOOD ‘อาหารสังเคราะห์’ แห่งโลกอนาคต
  • PRECISION FOOD DESIGN ‘ดีไซน์อาหาร’ พิชิตปัญหาสุขภาพ
  • FOOD SUPPLY CHAIN AUTOMATION ยุค ‘ออโตเมชัน’ จากโรงงานถึงโต๊ะอาหาร
  • RESTAURANTTECH มิติใหม่ ‘บริการธุรกิจร้านอาหาร’

บทความและปรัชญา

ไม่จำกัดตัวเอง ไม่หยุดพัฒนา เส้นทางสู่การเป็น ครัวของโลก ยังเปิดรอธุรกิจไทยอยู่แน่นอน ; ธนินท์ เจียรวนนท์ ความสำเร็จดีใจได้วันเดียว

ความจริงอันประเสริฐแล้ว ความรู้แจ้งแห่งสรรพสิ่งทั้งปวง ; คัมภีร์ เต๋า เต๋อ จิง

สิ่งทั้งปวงเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เด็ดขาดสิ้นเชิงลงไปจริงๆแล้วนั้น ย่อมหมายถึงที่สุด ของความรู้ และการปฏิบัติ เพราะว่าความรู้นั้นเองเป็นตังทำลายกิเลสไปในตัวจนหมดไปในตัวฯ และความหลุดพ้น ที่เรียกว่า นิพพิทา วิราคะ และวิมุตติ นั้น ย่อมเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ อันเป็นการรู้ผลของการหมดกิเลสไปในตัว ; พุทธทาสภิกขุ คู่มือมนุษย์ฉบับปฏิบัติธรรม

ทุกข์มีอยู่ ต้องรู้เท่าทัน สุขคือจุดหมาย ต้องไปถึงให้ได้ทุกวัน หยั่งถึงเหตุปัจจัย รู้จักดำเนินการให้สำเร็จลุจุดหมาย แก้ปัญหาดับทุกข์ได้ ทำจิตใจให้เป็นอิสสระ มีความสุขที่ไร้ทุกข์ เข้าถึงนิพพานสุข ; ป.อ.ปยุตโต เติมสุขละทุกข์ ธรรมะชำระใจ

ยังมีความสุขอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งแม้จะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่อยู่นาน ยั่งยืน และก่อให้เกิดความอิ่มเอมหรือเติมเต็มจิตใจได้มากกว่า นั่นคือ ความสุขที่เกิดจากการทำสิ่งดีๆทที่มีคุณค่าต่อจิตใจ ; พระไพศาล วิสาโล D.I.Y Your Heart

ขอขอบคุณ ข้อมูล

นิตยสารส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ผลักดันเศรษฐกิจไทย โดย CEA “นิตยสารคิด” (สัมภาษณ์ ดร.การดี เลียวไพโรจน์)

บทความนักลงทุน https://www.peerpower.co.th/blog/investor/digital-disruption/

2030 จับตาอนาคตอาหารโลก https://blog.pttexpresso.com/future-food-2030/

เทรนด์ “FOODTECH” เปลี่ยนโลกธุรกิจอาหาร https://www.nia.or.th/FoodTechTrends

 5,700 ผู้เข้าชมทั้งหมด,  2 ผู้เข้าชมวันนี้