จัดอบรมโครงการ “หลักสูตรพัฒนานักศึกษา อาจารย์และบุคลากรทางด้านอาหาร ศูนย์การศึกษานอกที่ตั้ง ตรัง”


สาขาวิชาเทคโนโลยีการประกอบอาหารและการบริการ ศูนย์การศึกษานอกที่ตั้ง ตรัง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เข้าร่วมอบรมโครงการ “หลักสูตรพัฒนานักศึกษา อาจารย์และบุคลากรทางด้านอาหาร ศูนย์การศึกษานอกที่ตั้ง ตรัง” จัดโดยโรงเรียนการเรือน มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้รับเกียรติจาก ว่าที่ร้อยตรี ดร.ธนพัฒน์ แสงรุ่งเรือง คณบดีโรงเรียนการเรือน เป็นประธานในพิธีเปิด โครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเพิ่มพูนทักษะและประสบการณ์ด้านอาหาร นักศึกษาเกิดองค์ความรู้ที่มีมาตรฐานเดียวกัน และพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางด้านอาหาร โดยมีนักศึกษาสาขาวิชาเทคโนโลยีการประกอบอาหารและการบริการ อาจารย์และบุคลากร ศูนย์การศึกษานอกที่ตั้ง ตรัง เข้าร่วมโครงการดังกล่าว ระหว่างวันที่ 26-31 ตุลาคม 2563 ณ ศูนย์ฝึกปฏิบัติการอาหารนานาชาติ ศูนย์การศึกษานอกที่ตั้ง ตรัง

 130 ผู้เข้าชมทั้งหมด

กิจกรรมวิชาการ ประจำเดือนพฤศจิกายน 2563


กิจกรรมวิชาการ (สำหรับนักศึกษา) ประจำเดือนพฤศจิกายน 2563
กิจกรรมวิชาการ (สำหรับผู้สอน) ประจำเดือนพฤศจิกายน 2563

 117 ผู้เข้าชมทั้งหมด

สถาบันภาษา ศิลปะและวัฒนธรรม เปิดรับสมัครอบรมภาษาอังกฤษคอร์สพิชิต TOEIC 1 และ TOEIC 2 (รุ่นที่ 2)


สถาบันภาษา ศิลปะและวัฒนธรรม เปิดรับสมัครอบรมภาษาอังกฤษคอร์สพิชิต TOEIC 1 และ TOEIC 2 (รุ่นที่ 2) ตั้งแต่บัดนี้ ถึง 31 ตุลาคม 63 หรือจนกว่าที่นั่งจะเต็ม

สมัครออนไลน์ได้เลยที่ https://bit.ly/2ZxlI4c หรือ สมัครด้วยตนเอง ณ สำนักงานสถาบันภาษาฯ อาคาร 1 (ชั้น 2) ห้อง 1213 ในวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30-16.30 น.

*TOEIC 1 สำหรับผู้มีคะแนนโทอิค 0-349 คะแนน (ต้องอบรม 2 คอร์ส รวม 90 ชั่วโมง)
*TOEIC 2 สำหรับผู้มีคะแนนตั้งแต่ 350 คะแนนขึ้นไป แต่ยังไม่ผ่านเกณฑ์ หรือ ผู้ที่ผ่านการอบรมคอร์ส TOEIC 1 มาแล้วเท่านั้น (อบรม 45 ชั่วโมง)
*ผู้สมัครต้องมีคะแนนสอบโทอิคก่อนจึงจะสามารถสมัครอบรมได้
*ผู้ที่กำลังอบรมคอร์สพิชิต TOEIC 1 (รุ่นที่ 1) หากคาดว่าจะผ่านการอบรมสามารถสมัครคอร์สพิชิต TOEIC 2 ได้

หากน้อง ๆ ต้องการติดต่อสอบถามข้อมูลต่าง ๆ ส่งข้อความทาง Inbox หรือ Line: ilac_sdu ได้เลยค่ะ
*อ่านรายละเอียดประกาศ มสด. เรื่อง การทดสอบความรู้ความสามารถด้านภาษาอังกฤษของนักศึกษา พ.ศ. 2563 ได้ที่เว็บไซต์สถาบันภาษาฯ www.ilac.dusit.ac.th หัวข้อ Language Proficiency

 142 ผู้เข้าชมทั้งหมด

ตรวจสอบคำสั่งแต่งตั้งอาจารย์ผู้สอนหมวดทั่วไป ประจำปีการศึกษา 2/2563


ตรวจสอบคำสั่งแต่งตั้งอาจารย์ผู้สอนหมวดทั่วไป ประจำปีการศึกษา 2/2563

 102 ผู้เข้าชมทั้งหมด

คณะอาจารย์ศูนย์ฯ ตรัง ร่วมพิธีวางพวงมาลา เนื่องในวันปิยมหาราช 23 ต.ค. 2563


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปิยาณีย์ เพชรศรีช่วง และ ดร.นวลรัตน์ วัฒนา อาจารย์ประจำศูนย์การศึกษานอกที่ตั้ง ตรัง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ร่วมพิธีวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ประจำปี พ.ศ.2563 เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณเนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 23 ตุลาคม “วันปิยมหาราช”บริเวณลานพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 ศาลากลางจังหวัดตรัง วันที่ 23 ตุลาคม 2563

 92 ผู้เข้าชมทั้งหมด

อาจารย์ศูนย์ฯ ตรัง เป็นวิทยากรพัฒนานักศึกษาด้านความคิดสร้างสรรค์ในการผลิตสื่อด้านสุขภาพและนวัตกรรม


ผู้ช่วยศาสตราจารย์วัฒนพล ชุมเพชร และอาจารย์วิทูรย์ คงผล อาจารย์ประจำศูนย์การศึกษานอกที่ตั้ง ตรัง ได้รับเกียรติจากวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ตรัง เป็นวิทยากรโครงการพัฒนานักศึกษาด้านความคิดสร้างสรรค์ในการผลิตสื่อด้านสุขภาพและนวัตกรรม ระยะที่ 1ในวันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม 2563 ณ ห้องประชุมพิรุณ รัตนวนิช วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ตรัง โดยโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพนักศึกษาพยาบาลด้านการผลิตสื่อสร้างสรรค์ด้นสุขภาพและนวัตกรรม และพัฒนานักศึกษาให้มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนทศกางด้านการนำเสนอ หรือการนำเสนอสื่อสร้างสรรค์ทางสุขภาพและนวัตกรรม

 85 ผู้เข้าชมทั้งหมด

จัดทำคู่มือปฏิบัติระบบตรวจสอบคุณภาพภายใน สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ สินค้าพริกไทยตรัง


ศูนย์การศึกษานอกที่ตั้ง ตรัง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต คณะกรรมการดำเนินงาน โดย อาจารย์กฤษณ์ นวลจันทร์ อาจารย์ผู้ดำเนินงาน และคณะ ได้รับมอบหมายจากจังหวัดตรัง ร่วมกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา จัดทำคำขอสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทยเพื่อขึ้นทะเบียนในประเทศ สินค้าพริกไทยตรัง และการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพและมาตรฐานสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์สินค้าพริกไทยปะเหลียน โดยได้จัดกิจกรรมจัดทำคู่มือปฏิบัติระบบตรวจสอบคุณภาพภายใน สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ สินค้าพริกไทยตรัง โดยมีตัวแทนเกษตรกร จาก 10 อำเภอ ในจังหวัดตรังเข้าร่วมกิจกรรม วันที่ 22 ตุลาคม 2563 เวลา 09.00-16.00 น. ณ ห้องประชุมดุสิตขจร ศูนย์การศึกษานอกที่ตั้ง ตรัง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

 55 ผู้เข้าชมทั้งหมด

ศูนย์ตรัง ร่วมทอดกฐินสามัคคี ประจำปี 2563


คณะกรรมการทำนุศิลปวัฒนธรรม ศูนย์การศึกษานอกที่ตั้ง ตรัง ร่วมกับรายวิชาขนมไทยดั้งเดิม ร่วมทอดกฐินสามัคคี ประจำปี 2563 ในโครงการกฐินสามัคคีวิถีไทย ณ วัดนิคมประทีป(โคกหล่อ) ต.โคกหล่อ อ.เมือง จ.ตรัง ร่วมออกโรงทาน ข้าวไข่ลูกเขย ขนมไทยดั้งเดิม 11 ชนิด (ดาราทอง ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง เม็ดขนุน หันตรา สัมปันนี บุหลันดั้นเมฆ ลูกชุบ ขนมชั้น) โดย นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาเทคโนโลยีการประกอบอาหารและบริการ

 50 ผู้เข้าชมทั้งหมด,  1 ผู้เข้าชมวันนี้

สืบสานประเพณีลอยกระทง ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๓

ประเพณีลอยกระทง ตรงกับวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ของทุกปี หรืออยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ถือว่าเป็นประเพณีเก่าแก่ของไทย ที่มีตั้งแต่ครั้งสมัยสุโขทัย เรียกกันว่า งานลอยพระประทีป หรือ ลอยโคม เป็นงานนักขัตฤกษ์รื่นเริงของประชาชนทั่วไป

ประเทศไทย ประเพณีลอยกระทงได้กำหนดจัดในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่ติดกับแม่น้ำ ลำคลอง หรือ แหล่งน้ำต่าง ๆ ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็จะมีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจแตกต่างกันไป

เดิมเชื่อกันว่า “ประเพณีลอยกระทง” เริ่มมีมาแต่สมัยสุโขทัยเป็นราชธานีของประเทศไทย ในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช โดยมีนางนพมาศหรือท้าวศรีจุฬาลักษณ์ เป็นผู้ประดิษฐ์กระทงขึ้นครั้งแรก เดิมเรียกว่า “พิธีจองเปรียง” หรือ “การลอยเทียนพระประทีป” และมีหลักฐานจากศิลาจารึกหลักที่ 1 กล่าวถึงงานเผาเทียนเล่นไฟ ว่า เป็นงานรื่นเริงที่ใหญ่ที่สุดของกรุงสุโขทัย ทำให้เชื่อกันว่างานดังกล่าวน่าจะเป็นงานลอยกระทงอย่างแน่นอน

นางนพมาศ หรือ ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ สนมเอกของพระร่วง ได้คิดประดิษฐ์ดัดแปลง เป็นรูปกระทงดอกบัวแทนการลอยโคม ได้นำดอกโคทม ซึ่งเป็นดอกบัวที่บานเฉพาะวันเพ็ญเดือนสิบสองมาใช้ใส่เทียนประทีป เชื่อกันว่าการลอยกระทง หรือลอยโคมในสมัยนางนพมาศนั้น กระทำเพื่อเป็นการสักการะรอยพระพุทธบาทที่แม่น้ำนัมมทานที

ก่อนที่นางนพมาศ หรือ ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ จะคิดค้นประดิษฐ์กระทงดอกบัวขึ้นเป็นคนแรกแทนการลอยโคม ดังปรากฏในหนังสือนางนพมาศที่ว่า

       ”  ครั้นวันเพ็ญเดือน 12 ข้าน้อยได้กระทำโคมลอย คิดตกแต่งให้งามประหลาดกว่าโคมสนมกำนัลทั้งปวงจึงเลือกผกาเกษรสีต่าง ๆ มาประดับเป็นรูปกระมุทกลีบบานรับแสงจันทร์ใหญ่ประมาณเท่ากงระแทะ ล้วนแต่พรรณดอกไม้ซ้อนสีสลับให้เป็นลวดลาย…”

เมื่อสมเด็จพระร่วงเจ้าได้เสด็จฯ ทางชลมารค ทอดพระเนตรกระทงของนางนพมาศก็ทรงพอพระราชหฤทัย จึงโปรดให้ถือเป็นเยี่ยงอย่าง และให้จัดประเพณีลอยกระทงขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยให้ใช้กระทงดอกบัวแทนโคมลอย ดังพระราชดำรัสที่ว่า “ตั้งแต่นี้สืบไปเบื้องหน้า โดยลำดับกษัตริย์ในสยามประเทศถึงกาลกำหนดนักขัตฤกษ์วันเพ็ญเดือน 12 ให้ทำโคมลอยเป็นรูปดอกบัว อุทิศสักการบูชาพระพุทธบาทนัมมทานทีตราบเท่ากัลปาวสาน” พิธีลอยกระทงจึงเปลี่ยนรูปแบบตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เมื่อพูดถึงลอยกระทง สิ่งแรกที่นึกถึงก็คือนางนพมาศ และสมัยสุโขทัย แต่ว่าในศิลาจารึกและเอกสารต่างๆ ไม่มีคำว่า “ลอยกระทง” แต่จะมีประเพณีที่มีลักษณะคล้ายกับการลอยกระทง โดยในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงเรียกว่า “เผาเทียน เล่นไฟ” ซึ่งมีความหมายกว้างๆว่า ทำบุญไหว้พระ แม้แต่ในสมัยอยุธยา ทั้งเอกสารและวรรณคดี มีแต่ชื่อ ชักโคม ลอยโคม และแขวนโคม ดังตัวอย่างจากจดหมายเหตุลาลูแบร์ ดังนี้

“ประชาชนพลเมืองจะแสดงความขอบคุณแม่คงคาด้วยการตามประทีปโคมไฟขนาดใหญ่ (ในแม่น้ำ) อยู่หลายคืน…เราจะเห็นทั้งลำแม่น้ำเต็มไปด้วยดวงประทีปลอยน้ำ…ไปตามกระแสธาร มีขนาดใหญ่ย่อมต่างกันตามศรัทธาปสาทะของแต่ละคน…โดยนัยเดียวกัน เพื่อแสดงความขอบคุณต่อแม่พระธรณี ที่อนุเคราะห์ให้เก็บเกี่ยวพืชพันธุ์ธัญญาหารได้อย่างอุดมสมบูรณ์ในวันต้นๆ ของปีใหม่ชาวสยามก็จะตามประทีปโคมไฟขึ้นอย่างมโหฬารอีกครั้งหนึ่ง”

ประเพณีลอยกระทงสืบต่อกันเรื่อยมา จนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น สมัยรัชกาลที่ 1 ถึง รัชกาลที่ 3 พระบรมวงศานุวงศ์ตลอดจนขุนนางนิยมประดิษฐ์กระทงใหญ่เพื่อประกวดประชันกัน ซึ่งต้องใช้แรงคนและเงินจำนวนมาก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ทรงเห็นว่าเป็นการสิ้นเปลือง จึงโปรดให้ยกเลิกการประดิษฐ์กระทงใหญ่แข่งขัน และโปรดให้พระบรมวงศานุวงศ์ทำเรือลอยประทีปถวายองค์ละลำแทนกระทงใหญ่ และเรียกชื่อว่า “เรือลอยประทีป” ต่อมาในรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 ได้ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีนี้ขึ้นมาอีกครั้ง ปัจจุบันการลอยพระประทีปของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงกระทำเป็นการส่วนพระองค์ตามพระราชอัธยาศัย

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงสันนิษฐานว่า พิธีลอยกระทงเป็นพิธีของพราหมณ์ จัดขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้า 3 องค์ คือ พระอิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม ต่อมาได้นำพระพุทธศาสนาเข้าไปเกี่ยวข้อง จึงให้มีการชักโคม เพื่อบูชาพระบรมสารีริกธาตุ และลอยโคมเพื่อบูชารอยพระบาทของพระพุทธเจ้า

ต้นกำเนิดมาจากศาสนาพุท

กล่าวคือก่อนที่พระพุทธองค์จะตรัสรู้ เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ประทับอยู่ใต้ต้นโพธิ์ ใกล้แม่น้ำเนรัญชรา กาลวันหนึ่ง นางสุชาดาอุบาสิกาได้ให้สาวใช้นำข้าวมธุปายาส (ข้าวกวนหุงด้วยน้ำผึ้งหรือน้ำอ้อย) ใส่ถาดทองไปถวาย เมื่อพระองค์เสวยหมดแล้ว ก็ทรงตั้งสัตยาธิษฐานว่า ถ้าหากวันใดจะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า ก็ขอให้ถาดลอยทวนน้ำ ด้วยแรงสัตยาธิษฐาน และบุญญาภินิหาร ถาดก็ลอยทวนน้ำไปจนถึงสะดือทะเล แล้วก็จมไปถูกขนดหางพระยานาคผู้รักษาบาดาล

พระยานาคตื่นขึ้น พอเห็นว่าเป็นอะไร ก็ประกาศก้องว่า บัดนี้ได้มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อุบัติขึ้นในโลกอีกองค์แล้ว ครั้นแล้วเทพยดาทั้งหลายและพระยานาค ก็พากันไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า และพระยานาคก็ได้ขอให้พระพุทธองค์ ประทับรอยพระบาทไว้บนฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เพื่อพวกเขาจะได้ขึ้นมาถวายสักการะได้ พระองค์ก็ทรงทำตาม ส่วนสาวใช้ก็นำความไปบอกนางสุชาดา ครั้นถึงวันนั้นของทุกปี นางสุชาดาก็จะนำเครื่องหอม และดอกไม้ใส่ถาดไปลอยน้ำ เพื่อไปนมัสการรอยพระพุทธบาทเป็นประจำเสมอมา และต่อๆ มาก็ได้กลายเป็นประเพณีลอยกระทง ตามที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน

ในเรื่องการประทับรอยพระบาทนี้ บางแห่งก็ว่า พญานาคได้ทูลอาราธนาพระพุทธเจ้า ไปแสดงธรรมเทศนาในนาคพิภพ เมื่อจะเสด็จกลับ พญานาคได้ทูลขออนุสาวรีย์จากพระองค์ไว้บูชา พระพุทธองค์จึงได้ทรงอธิษฐาน ประทับรอยพระบาทไว้ที่หาดทรายแม่น้ำนัมมทา และพวกนาคทั้งหลาย จึงพากันบูชารอยพระพุทธบาทแทนพระองค์ ต่อมาชาวพุทธได้ทราบเรื่องนี้ จึงได้ทำการบูชารอยพระบาทสืบต่อกันมา โดยนำเอาเครื่องสักการะใส่กระทงลอยน้ำไป ส่วนที่ว่าลอยกระทงในวันเพ็ญ เดือน 11 หรือ วันออกพรรษา เพื่อเฉลิมฉลองวันคล้ายวันที่พระพุทธเจ้า เสด็จกลับมาสู่โลกมนุษย์ หลังการจำพรรษา 3 เดือน ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อแสดงอภิธรรมโปรดพุทธมารดานั้น ก็ด้วยวันดังกล่าว เหล่าทวยเทพและพุทธบริษัท พากันมารับเสด็จนับไม่ถ้วน พร้อมด้วยเครื่องสักการบูชา และเป็นวันที่พระพุทธองค์ได้เปิดให้ประชาชนได้เห็นสวรรค์ และนรกด้วยฤทธิ์ของพระองค์ คนจึงพากันลอยกระทง เพื่อเฉลิมฉลองรับเสด็จพระพุทธเจ้า

สำหรับคติที่ว่า การลอยกระทงตามประทีป เพื่อไปบูชาพระเกศแก้วจุฬามณี บนสรวงสรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้น ก็ว่าเป็นเพราะตรงกับวันที่พระพุทธเจ้า เสด็จออกบรรพชาที่ริมฝั่งแม่น้ำอโนมา ทรงใช้พระขรรค์ตัดพระเกศโมลีขาด ลอยไปในอากาศตามที่ทรงอธิษฐาน พระอินทร์จึงนำผอบแก้วมาบรรจุ แล้วนำไปประดิษฐานไว้ในจุฬามณีเจดีย์ บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ (ตามประทีป คือ การจุดประทีป หรือจุดไฟในตะเกียง /โคม หรือผาง-ถ้วยดินเผาเล็กๆ) ซึ่งทางเหนือของเรา มักจะมีการปล่อยโคมลอย หรือโคมไฟที่เรียกว่า ว่าวไฟ ขึ้นไปในอากาศเพื่อบูชาพระเกศแก้วจุฬามณีด้วย

ข้อมูล

: มหาวิทยาลัยรามคำแหง สุโขทัย http://www.sukhothai.ru.ac.th/

: สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม https://www.sanook.com/campus/910912/

: ศิลปะวัฒนธรรม http:// www.silpa-mag.com

: วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี https://th.wikipedia.org/wiki

 642 ผู้เข้าชมทั้งหมด,  3 ผู้เข้าชมวันนี้

งดการเรียนการสอนระหว่างวันที่ 26-30 ตุลาคม 2563 (เฉพาะนักศึกษาสาขาวิชาการประกอบอาหารและบริการ ชั้นปีที่ 1-3)


ศูนย์การศึกษานอกที่ตั้ง ตรัง งดการเรียนการสอนระหว่างวันที่ 26-30 ตุลาคม 2563 (เฉพาะนักศึกษาสาขาวิชาการประกอบอาหารและบริการ ชั้นปีที่ 1-3)

 88 ผู้เข้าชมทั้งหมด